Hina_Sakura View my profile

[AU Fic]One Piece - My Girl [Special]

posted on 29 May 2015 22:48 by lovealaude in One-Piece

Title  ::  My Girl

Story  ::  AU Fic – One Piece

Paring  ::  Marco x Potogas D Ace

Rate  ::  PG(มั้ง?)

Warning  ::       ยุคปัจจุบันค่ะ

อาจหลุดคาแรกเตอร์...^^;;

_*_*_*_*_*_*_*_*_*_*_*_*_*_*_*_*_*_*_*_*_*_*

 

 

 

 

[ Special ]

 

 

“นี่มันคำสาปบ้าอะไรก๊านนนนนน!!!”

 

 

การ์ปร้องโหยหวนเป็นรอบที่สิบของวัน หลังจากต้องพบเจอเหตุการณ์ชวนสติแตกเป็นรอบที่สองของเดือน ไม่รู้ว่าควรจะเสียใจก่อนหรือโมโหดีก่อน? ...สุดท้ายอารมณ์จึงระเบิดออกมาแบบไร้เหตุผล

 

 

เอสและมัลโก้อยู่ในภาวะอารมณ์กันคนละแบบ...ที่สำคัญคือไม่มีใครสนใจคำคร่ำครวญของการ์ปเลยแม้แต่คนเดียว

 

 

ภายในห้องโถงกว้าง ตรงกลางคือโซฟาผ้ากำมะหยี่สีเลือดหมู โต๊ะไม้เคลือบเงาที่ตั้งอยู่ท่ามกลางวงล้อมมีเอกสารบางอย่างซึ่งเชื่อมโยงเรื่องทั้งหมดไว้ และเจ้าของเรื่องราวทั้งหมดนี้ก็ไม่ได้มีแค่เอสกับมัลโก้เท่านั้น

 

 

หัวหน้ากลุ่มยากูซ่าหนวดขาวและหัวหน้าแก๊งค์มาเฟียดองกีโฮเต้นั่งประกบซ้าย-ขวาเจ้าบ้านตระกูล D และฝั่งตรงข้ามเจ้าบ้านที่นั่งคร่ำเครียดอยู่คือลูกชายร่วมสายเลือดแท้ๆ กับเพื่อนสนิทที่รู้จักมักจี่กันมานาน รอบนอกเหนือจากนั้น กลุ่มลูกหลานที่พาเรื่องน่าปวดหัวมาให้ต่างพากันยืนจับกลุ่มคุยกันที่มุมห้องแทน

 

 

“พวกแกช่วยเครียดหน่อยได้ไหม?! ลูกๆ ของพวกแกเลือกคบคนเลวแบบนี้เชียวนะ!” การ์ปใส่อารมณ์ถึงคุณพ่อสองหน่อที่ดูไม่ทุกข์ไม่ร้อนเท่าไหร่ที่รู้ว่าจะได้ลูกเขยเป็นคนในวงการใต้ดิน

 

 

“ถ้าเขาเลือก และคิดว่าดี มีความสุข ฉันก็ไม่คิดจะห้ามหรอก” ดราก้อนบอกเสียงเรียบเฉย

 

 

“ฉันก็ว่าอะไร แถมเจ้าหนุ่มนั่นยังเป็นลูกในความดูแลของหนวดขาว ฉันสบายใจขึ้นอีกหลายเท่า เพราะลูกฉันจะได้รับการดูแลอย่างดีแน่” โรเจอร์เอ่ยเคล้าเสียงหัวเราะพออกพอใจกับสถานะลูกเขยที่ไม่ไกลความคุ้นเคยนัก

 

 

คำตอบของสองคุณพ่อเรียกรอยยิ้มเหนือชัยชนะของสองคู่กรณีเป็นอย่างมาก ....แต่ไม่ใช่กับการ์ป

 

 

“จะบ้าเรอะพวกแก! ฉันไม่ยอมรับให้หลานๆ ของฉันไปคลุกคลีกับคนพวกนี้แน่!!” การ์ปยังคงยืนยันคำเดิม

 

 

ช่างเป็นบรรยากาศที่วกวนนัก เมื่อเทียบกับอีกมุมหนึ่ง...

 

 

“อย่างน้อยก็มีนายที่ยังปกติดี” เอสเอ่ยกับซาโบ้เมื่อเห็นบรรยากาศชวนหดหู่ใจปนระเหี่ยใจจากเหล่าบรรดาผู้ปกครองทั้งหลาย(?)

 

 

“น้อยๆ หน่อย อย่าเพิ่งด่วนสรุปสิเจ้าบ้า” ซาโบ้ค้านเอสไว้ แม้เขาจะยังไม่พาใครมาเปิดตัว แต่ไม่แน่นี่ว่าใครคนนั้นในอนาคตจะเป็นคนที่เพียบพร้อมจริงหรือไม่

 

 

“ฉันชอบทรงผมเขานะเอส” ลูฟี่หันไปบอกพี่ชายร่วมสาบานของตนถึงการยอมรับพี่เขยคนนี้ เจ้าตัวเล็กกระโดดไปรอบๆ ชายหนุ่มเจ้าของทรงผมสุดเฟี้ยวที่ดูน่าตื่นตาตื่นใจสำหรับเขา ดวงตาส่องประกายราวกับเห็นเป็นเรื่องน่าอัศจรรย์ แม้จะเคยพบกันมาครั้งหนึ่งด้วยเหตุการณ์ที่จำเป็นก็ตาม

 

 

“เจ้าหนู...ช่วยอยู่นิ่งๆ หน่อย” มัลโก้ปรามลูฟี่ที่ทำตัวเป็นเด็กอยากรู้อยากเห็น

 

 

“ไม่เอาน่าพี่เขย ฉันอยากลองจับดูอ่ะ” เด็กหนุ่มตัวเล็กที่สุดในกลุ่มตรงนี้ยังไม่ยอมแพ้ อยากจะสัมผัสเส้นผมของอีกฝ่ายจริงๆ ซึ่งมัลโก้ก็(จำใจ)ยอมให้จับในเวลาต่อมา โดยมีเอสกลับมาผสมเป็นลูกคู่ หยอกแกล้งและหัวเราะชอบใจที่ได้เห็นมัลโก้ต้องเป็นฝ่ายโดนไล่ต้อนบ้าง

 

 

“แต่ไม่น่าเชื่อว่ารสนิยมพวกนายจะเหมือนกันขนาดนี้” ซาโบ้เอ่ยขึ้นเมื่อเอสพอใจที่ได้เอาคืนมัลโก้บ้างแล้ว

 

 

“อะไร?” เอสมุ่นคิ้วด้วยความไม่เข้าใจกับคำเปรยแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยของซาโบ้

 

 

“ก็นั่นไง...รสนิยมคนรักของพวกนายสองคนน่ะ” ซาโบ้ยิ้มล้อเลียนใส่ ซึ่งเอสที่ได้ฟังคำขยายแล้วก็หน้าแดง แกล้งตีโพยตีพายใส่เข้าน้องชายแสนรู้(ดี)คนนี้

 

 

ดูเหมือนคนต้นเรื่องทั้งหมดจะไม่ขอยุ่งเกี่ยวกับความขัดแย้งแบบเด็กๆ ที่เหล่าผู้ปกครองกำลังใจจดใจจ่อกันอยู่ พวกเอสออกจากห้องโถงไปเนียนๆ เพราะท้องร้องหาเสบียงตามช่วงเวลา หลบมาอยู่กันที่ห้องอาหาร เจอเหล่าก๊วนตัวแสบของน้องเล็กประจำบ้านรวมตัวรอฟังผลอยู่อย่างใจจดใจจ่อ แต่เมื่อรู้ว่าพวกผู้ใหญ่ยังสรุปผลไม่ได้ก็พากันถอนหายใจใหญ่ ผิดกับเจ้าตัวแสบที่ดูไม่ทุกข์ไม่ร้อนอะไรเลยทั้งที่เป็นเรื่องของตัวเองแท้ๆ

 

 

“นายน่าจะเป็นกังวลบ้างนะ คนที่นายเลือกอันตรายยิ่งกว่าพี่ชายคนนั้นอีก” อุซปเข้ามาช่วยพูดเตือนสติ แต่เจ้าลูกลิงนี่ก็หาได้ฟังไม่เลย แถมยังส่งยิ้มหน้าบานมาแบบไม่รู้ความอีกต่างหาก เหล่าพ้องเพื่อนจึงได้แต่ยกธงขาวยอมแพ้ ...เชื่อเถอะว่าต่อให้คุณปู่ผู้หวงหลานไม่ยอม เจ้าหลานๆ ทั้งหลายที่ดื้อเข้าเส้นไม่แพ้กันก็ไม่ลดละความพยายามเรื่องหัวใจหรอก

 

 

มื้ออาหารค่อนข้างวุ่นวาย แต่นั่นคือเอกลักษณ์และสีสันของความเป็นธรรมชาติของตระกูล D ซึ่งเป็นภาพที่ชวนประทับใจสำหรับคนนอกอย่างมัลโก้ไม่น้อย

 

 

“...เป็นครอบครัวที่อบอุ่นดีนะ” มัลโก้หันไปยิ้มเอ่ยกับคนข้างๆ ที่ยังติดพันกัดเนื้อก้อนใหญ่ไม่ขาดดีจนแก้มตุ่ย

 

 

“อื้อ? เอ็นเอนอั้นอ๋อ (หือ? เห็นเป็นงั้นเหรอ)” เอสถามทั้งที่ข้าวเต็มปาก ซึ่งมัลโก้ไม่ถือในเรื่องนั้น

 

 

มัลโก้ไม่แปลกใจเลยที่คนบ้านนี้จะมีอิทธิพลในการดึงดูดคนรอบข้าง มันอธิบายด้วยคำพูดได้ยาก แต่เขากำลังมีความสุข อย่างน้อยก็รู้ว่าบ้านหลังนี้ไม่ได้สร้างความกดดันอะไรให้แก่เอสมาก แม้เจ้าตัวจะบอกว่าเป็นเพราะน้องชายทั้งสองก็ตาม แต่มัลโก้ก็รู้ว่าเอสมีความผูกพันกับที่นี่มากน้อยแค่ไหน

 

 

สังเกตได้ตอนที่บอกความจริงเกี่ยวกับเรื่องราวของพวกเขาทั้งสองให้คุณปู่(การ์ป)ได้ทราบ เอสทั้งกังวลและกระวนกระวายมาก ทั้งก่อนบอกและหลังบอก โดยเฉพาะตอนที่ได้ยินเสียงการ์ปปฏิเสธเสียงแข็ง เอสสะดุ้งไปทั้งตัวและเครียดมาก

 

 

มัลโก้ไม่รอช้าที่จะเอ่ยในสิ่งที่เกินความคาดหมาย มันอาจเร็วไปที่จะพูด แต่ด้วยสถานการณ์หรือหัวใจของเขามันพาไปก็ตาม เขาเลือกที่จะสู่ขอหมั้นหมายเอสไว้ตั้งแต่นาทีนั้น แน่นอนไม่ลืมที่จะโทรฯ เรียกรบกวนเวลาอันมีค่าของพ่อ(หนวดขาว)ให้มาสู่ขอตามที่บอกไว้

 

 

เรื่องราวมันถึงได้ยิ่งยื้อกันไปใหญ่ ทั้งที่คุณพ่อทั้งสองก็ไฟเขียวแล้วแท้ๆ แต่คุณปู่กลับหวงหลานมากกว่าที่คิด ดื้อแพ่งเสียจนหลานๆ เหนื่อยใจ (มันก็ทั้งสองฝ่ายนั่นล่ะ)

 

 

จบมื้อแสนอร่อยไป เหล่าเด็กๆ ก็พากันมานั่งรวมกันที่ห้องนั่งเล่นแทน เอสกับลูฟี่เปิดศึกแข่งเกมส์กันอย่างเมามันส์ ส่วนคนอื่นๆ ก็หามุมสงบอยู่กันเงียบๆ ไป มัลโก้เลือกที่จะร่วมนั่งอ่านหนังสือที่มีเรียงบนชั้นกับโรบินและนามิ ใกล้ทางเข้า-ออกมากที่สุด

 

 

“ดูเหมือนกำลังสนุกกันใหญ่เลยนะ เด็กๆ” โรเจอร์โผล่เข้ามาส่งเสียงหัวเราะประจำตัวดึงความสนใจจากเหล่าคณะได้เป็นอย่างดี

 

 

“พ่อ? ...เคลียร์เสร็จแล้วเหรอ?” เอสถามด้วยใบหน้าเป็นกังวล

 

 

“ก็นะ...ถึงห้ามอย่างไร เจ้าที่ตัดสินใจไปแล้วใช่จะกลับลำง่ายๆ ด้วยคำพูดของฉัน จริงไหม?” โรเจอร์พูดอย่างอาจฉาน ซึ่งเอสก็ยินยอมเห็นด้วยการพยักหน้ารับ โรเจอร์ที่เห็นดังนั้นก็หันไปส่งยิ้มให้ลูกเขย “ฝากเจ้าลูกคนนี้ด้วยล่ะ ขอให้มีความสุขนะ” คุณพ่อผู้ยึดถือชีวิตเป็นอิสระกล่าวแสดงความยินดีจบ ก็เข้าไปร่วมแจมเล่นเกมส์กับเหล่าเด็กๆ ด้วย

 

 

ลูฟี่ค่อนข้างดีใจเป็นที่สุด เพราะโรเจอร์เป็นชายอาวุโสที่ลูฟี่นับถือไม่น้อยไปกว่าคนอื่นๆ ออกจะยึดถือเป็นแบบอย่างในการใช้ชีวิตด้วยซ้ำ มากกว่าเอสที่เป็นลูกชายแท้ๆ เสียอีก (เพราะชอบมาคลุกคลี เล่นด้วยกันบ่อยด้วย)

 

 

ช่างเป็นครอบครัวที่รื่นรมย์เสียจริง...

 

 

เวลาต่อมาชายหนุ่มที่ตัวสูงตามลักษณะเด่นตามเชื้อชาวต่างชาติ สวมแว่นกันแดดและฟลอว์ขนนกสีหวานผิดบุคลิคเดินเข้ามาบอกลูฟี่ว่าจะไปทำธุระ ตอนเย็นถึงจะมารับไปกินข้าวตามนัดได้ จากนั้นจึงเป็นหนวดขาวที่มาฝากฝังลูกชายให้ดูแลลูกสะใภ้ให้ดี เพราะเขาจะขอกลับฐานก่อน แน่นอนว่ามัลโก้รับปาก

 

 

จากนั้นก็มีหญิงสาวผมสีทองอ่อน หน้าตาคล้ายเอสเดินเข้ามาพร้อมถาดคุกกี้ใบใหญ่ และน้ำผลไม้เยือกใหญ่แจกจ่ายให้ทุกคน มัลโก้เห็นดังนั้นก็เข้าไปทำความรู้จัก ซึ่งสังหรณ์เขาไม่พลาด เธอเป็นแม่ของเอสจริงๆ

 

 

มัลโก้ได้ดูเรื่องราวทั้งหลายเกี่ยวกับเอสจากคุณแม่ผู้แสนใจดี เธอเล่าด้วยสีหน้าเศร้าหมองเล็กน้อย รู้สึกผิดที่ไม่อาจเลี้ยงดูเอสด้วยตัวเอง ให้ความสุข ความอบอุ่นแก่เขาเหมือนที่พ่อแม่คนอื่นเขาทำให้ลูกๆ ...แต่ไม่ใช่ว่าเธอและสามีของเธอไม่รักเอส เพียงแต่พวกเขามีเวลาไม่พอ โรเจอร์ต้องทำงานหนัก ส่วนเธอก็ป่วยต้องนอนโรงพยาบาลตั้งแต่เอสเกิด จนเอสขึ้นชั้นมัธยมเธอถึงเพิ่งออกจากโรงพยาบาลได้ เธอเองก็เพิ่งรู้ว่าโรเอร์ฝากเอสไว้กับการ์ป สายสัมพันธ์ของแม่-ลูกที่เพิ่งพบกันเมื่ออายุ 15 มันช่างต่อลำบากเหลือเกิน

 

 

หลังรูจเล่าเรื่องราวคร่าวๆ จบ เธอก็ขอตัวเข้าไปปรามสามีที่กำลังติดลมเล่นเกมส์ไม่สนใจใคร คนที่อาสามาต่อขยายความให้คือซาโบ้

 

 

ซาโบ้เล่าถึงชีวิตที่เอสเลือกเดินก่อนจะมาพบลูฟี่ เอสเติบโตมาตามหลักเด็กมีปัญหาที่ขาดความอบอุ่นจากพ่อและแม่ ยังดีที่ไม่เข้าไปยุ่งกับยาเสพติดหรือของมึนเมา แต่ก็สร้างคู่อริไว้ไม่น้อยเช่นกัน ว่างเมื่อไหร่เอสเป็นต้องไปมีเรื่องชกต่อยกับคนอื่น โดยไม่สนว่าคนเหล่านั้นจะอายุมากน้อยแค่ไหน ซาโบ้เล่าต่ออีกว่าแม้จะเป็นเช่นนั้น แต่เอสก็ไม่เคยเป็นฝ่ายเริ่มก่อน ปัญหาเล่านั้นมักจะเป็นฝ่ายวิ่งเข้าหาเอสเสมอ มัลโก้ที่ได้ฟังก็ทั้งทึ่งและประทับใจในเวลาต่อมา ที่เขารู้ว่าเอสยังมีความคิดในการเปลี่ยนตนเอง หลังจากได้พบลูฟี่

 

 

แอบน้อยใจนิดๆ ที่ไม่ใช่เขาเป็นคนสำคัญคนแรกของเอส แต่เขาจะไม่ยอมหยุดเพียงเท่านี้ จากนี้เป็นต้นไปเขาจะพยายามดึงหัวใจของเอสมาเป็นของเขาทั้งหมดให้ได้...แน่นอนว่าไม่ใช่ในทางคุ้มคลั่งแน่

 

 

จบท้ายด้วยน้ำตาและคำโอดครวญคิดถึงของคุณปู่การ์ป ที่ต้องเสียหลานแท้ๆ และหลานที่รักไม่แพ้กันไปพร้อมกันถึงสองคนในคราวเดียว ระดับความหวงไม่ใช่ธรรมดา เงื่อนไขที่มัลโก้และชายหัวหน้าแก๊งมาเฟียอีกคนได้รับคืนมาคือต้องพาเอสและลูฟี่กลับมานอนค้างที่บ้านใหญ่ทุกๆ หนึ่งอาทิตย์ หากไม่ทำตามจะยกเลิกสัญญาการหมั้นหมายทั้งหมด และหากทำหลานเขาเสียใจ หรือมีรอยขีดข่วนแม้แต่รอยเดียว จะไม่ยอมให้พบเจออีกตลอดกาลด้วย

 

 

ยื่นคำเด็ดขาดขนาดนี้ มีหรือที่จะยอมให้เป็นแบบนั้น?

 

 

...เวลาผ่านไป หัวใจของคนเป็นปู่ก็ยังฝืนใจยอมรับไม่ได้ เพราะเรื่องมันกะทันหันด้วยจึงยิ่งร้อนรนกว่าเดิม คืนนี้การ์ปสั่ง(วอนขอ)ให้หลานๆ นอนค้างที่นี่ วยความที่คุณปู่งอแงเสียจนเวลายืดยื้อ จึงต้องนอนค้างกันที่นี่ในที่สุด

 

 

แม้ว่าจะรู้อยู่เต็มอกว่าหลานๆ ต้องไปโรงเรียน ไปมหาลัยตามหน้าที่...แต่พอรู้ว่ามีคนมาจีบมาชอบ โลกภายนอกที่เคยไว้ใจ กลับเป็นการสร้างความกังวลแก่คุณปู่คนนี้มากขึ้นจนแทบอยากจะออกไปตามติดชีวิตของหลานๆ ทุกฝีก้าว แต่ก็ต้องถูกบรรดาลูกน้องในสังกัดห้ามไว้ด้วยรื่องงาน การกระทำนี้แม้แต่ดราก้อนยังเอือม ขอผ่านไม่ออกความเห็นด้วย

 

 

“ว้าว...ห้องเธอหรือนี่?” มัลโก้ค่อนข้างทึ่ง เมื่อได้เข้ามานอนร่วมในห้องนอนส่วนตัวของเอส(เพราะกะทันหันเลยหาห้องไม่ได้ การ์ปกะจะไล่ให้นอนพื้นตากน้ำค้างด้วยซ้ำ แต่ดราก้อนช่วยเบรกไว้ รักษาหน้าตาของตระกูลในการรับแขกอย่างด่วน)

 

 

“ไม่ต้องทำหน้าแบบนั้นเลย...ก็แค่ห้องธรรมดาๆ” เอสบ่นอุบอิบ ไม่กล้าสบตามัลโก้ตรงๆ เท่าไหร่ เพราะห้องของเขามันเป็นห้องในแบบของเด็กผู้ชายเต็มตัว มีทั้งอุปกรณ์กีฬา เครื่องเล่นดนตรีประเภทดีด แผ่นเกมส์ที่วางเรียงกัน คอมฯ ตั้งโต๊ะหนึ่งตัว ตู้เสื้อผ้าที่พอมีเสื้อผ้าเก่าๆ แขวนประดับไว้บ้าง ตู้เก็บของต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือ หรือของใช้ทั่วๆ ไป

 

 

แน่นอนว่าค่อนข้างรก...

 

 

“ก็...ธรรมดาจริงๆ นั่นล่ะ” ดูจากสภาพห้อง มัลโก้เชื่อว่าเอสต้องขลุกอยู่ในห้องมากกว่าเที่ยวเล่นข้างนอกแน่ ถึงจะมีอุปกรณ์กีฬาอยู่ แต่ดูจากสภาพที่มันเหมือนจะไม่ถูกแตะต้องเท่าไหร่ก็พอทำให้เดาได้ไม่ยาก

 

 

“เลิกทำตัวเป็นนักสืบแล้วก็นอนได้แล้ว” เอสเร่งเร้าเพราะไม่อยากถูกขุดคุ้ยอดีตทางสายตาไปมากกว่านี้(?)

 

 

มัลโก้หันไปมองเจ้าของห้องที่นั่งรอบนเตียงไซส์ขนาดธรรมดา ...และรอยยิ้มของเขาก็ต้องคลี่ออกด้วยความคิดบางอย่างที่แล่นเข้ามาในหัว “นี่...รู้ไหมเอส ว่านายพูดประโยคเชิญชวนออกมา?”

 

 

“ประโยคเชิญชวน?” ดูเหมือนคนถูกถามจะยังไม่เข้าใจ

 

 

“ฉันไม่คิดเลยนะว่าจะได้นอนร่วมเตียงกับนายก่อนงานแต่งเสียอีก” มัลโก้เพิ่มลูกเล่นลูกหยอดเข้าไป คราวนี้มันทำให้แก้มของเอสแดงจัด

 

 

“เจ้าบ้า! คิดแบบนี้ อยากนอนให้ยุงกัดเล่นใช่ไหม?!” เอสว่าพร้อมปาหมอนใบหนึ่งใส่ ขณะที่มัลโก้ยังหัวเราะร่วนไม่เลิก เอสเลยจัดการวิ่งไล่ทุบตีทำร้ายคนช่างแกล้งให้เจ็บตัวเสียทั่วห้องกว่ามัลโก้จะยอมหยุดหัวเราะ

 

 

พวกเขาพากันมานั่งพักที่เตียง ดวงตาของพวกเขาสบมองกันระหว่างปรับลมหายใจที่หอบให้คงที่ ความเงียบโรยตัวอยู่พักใหญ่ ...และก่อนที่ใบหน้าของพวกเขาจะเลื่อนเข้าหากันมากกว่านั้น เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นทั่วคฤหาสน์

 

 

“พวกแก อย่าคิดแตะต้องหลานฉันเชียวนะโว้ยยยย!!!”

 

 

 

 

.

.

สุดท้าย...กว่าจะได้นอนกันจริงๆ ก็ปาเข้าไปเกือบวันใหม่แล้ว

 

 

 

 

 

 

 

 

 

จบบริบูรณ์จ้า~~

Comment

Comment:

Tweet

Categories