Hina_Sakura View my profile

[AU Fic]One Piece - My Girl [3] EnD

posted on 26 May 2015 00:21 by lovealaude in One-Piece

Title  ::  My Girl

Story  ::  AU Fic – One Piece

Paring  ::  Marco x Potogas D Ace

Rate  ::  PG(มั้ง?)

Warning  ::       ยุคปัจจุบันค่ะ

อาจหลุดคาแรกเตอร์...^^;;

_*_*_*_*_*_*_*_*_*_*_*_*_*_*_*_*_*_*_*_*_*_*

 

 

 

 

[ ต่อ ]

 

หนาว...

 

 

เอสขยับตัว ปรือตาขึ้น เห็นภาพรอบด้านเป็นสีดำที่เลือนราง กลิ่นสนิมเหล็กยังคงอยู่ คราบเลือดแห้งกรังจนรู้สึกยันยุบยิบที่ผิวเนื้อ ...ดูท่าที่เขาว่าคนป่วยมักพร่ำเพ้อนี่ท่าจะจริง เด็กหนุ่มฝันถึงช่วงเวลาก่อนหน้าที่รู้สึกมีความสุขและทุกข์ใจไปพร้อมๆ กัน

 

 

หลังจากวันนั้น...มีชายท่าทางน่าสงสัยดักรอเขาระหว่างทางไปมหาลัย ตอนแรกเอสเข้าใจว่าเป็นพวกแก๊งอันธพาลที่เคยไปยุ่งเกี่ยว แต่พอเจอคำไตร่ถามแปลกๆ จากพวกมัน เอสจึงเริ่มรู้ว่ามันไม่ใช่ และพยายามหาทางหนี แต่เขาก็ถูกของหนักๆ ตีเข้าที่หัวจนสลบ สุดท้ายก็มาได้สติที่ห้องแคบๆ นี่ ถูกสอบสวน รุมทำร้ายอยู่นานนับชั่วโมงถึงเรื่องของ ‘สิ่งนั้น’

 

 

และจากการถูกจับมา ทำให้เอสได้รู้ถึงตัวตนของมัลโก้มากขึ้น ...อีกฝ่ายเป็นถึงมือขวาและที่ปรึกษาของกลุ่มยากูซ่าที่ครองถิ่นกว่าครึ่งในญี่ปุ่นที่ใช้ชื่อกลุ่มว่า ‘หนวดขาว’ มีตราสัญลักษณ์เป็นเอกลักษณ์ตามชื่อ ซึ่งเอสก็พอได้ยินชื่อเข้าหูบ้างในช่วงเวลาที่ยังคลุกคลีกับพวกอันธพาลอยู่

 

 

ทั้งตกใจ ทั้งนึกโกรธ...เข้าใจแล้วว่าทำไมถึงได้ว่างมายุ่งเกี่ยวชีวิตชาวบ้านเขานัก ไหนจะกระเป๋าเงินที่ดูหนักอีก และที่สำคัญ เขาถูกจับมาเพราะอีกฝ่ายเป็นเหตุ!

 

 

สิ่งที่กลุ่มคนพวกนั้นต้องการคือข้อมูลของกุญแจซึ่งเป็นตัวเปิดเซฟข้อมูลสำคัญของกลุ่มหนวดขาว พวกมันเล่าว่าได้เซฟมาแล้ว แต่ไม่มีกุญแจ ซึ่งสายของมันสืบมาได้อีกทีว่า กุญแจเปิดอยู่ในมือของมัลโก้ แต่มีข่าวลือออกมาว่ามัลโก้ได้ส่งต่อให้คนสำคัญ และเอสที่เป็นเพียงคนเดียวที่มัลโก้เข้าหามากที่สุดในช่วงพักหลังนี้ จึงตกเป็นเป้าหมายโดยปริยาย

 

 

ให้ตายเถอะ! ถ้ารอดออกไปได้นะ จะจับตัดผมให้ล้านไปเลย!!

 

 

เอสเก็บความแค้นไว้ใต้ความร้อนรุ่มของพิษไข้ที่ยังไม่หายดี อาจจะลดลงกว่าตอนแรก แต่ก็ยังรู้สึกปวดหัว มึนหัวเสียจนอยากจะอาเจียน...หากแต่ในท้องของเขามันไม่มีอะไรให้คายออกมานี่สิ

 

 

กึก! กึก!! กึก!!!

 

 

แว่วเสียงฝีเท้าหนักๆ ดังก้องจากด้านนอก เดาว่าคงรีบร้อนไม่น้อย เพราะไม่เห็นกับตา สัญชาตญาณของมนุษย์มักตีความสิ่งต่างๆ ไปตามความรู้สึก เอาใจเต้นด้วยความกลัวขึ้นมา เจ้าพวกนั้นจะมาไม้ไหนกับเขาอีก?!

 

 

เอสเกรงกลัว เพราะว่าพวกมันขู่จะฆ่าเขาในวันนี้หากไม่ยอมบอกที่อยู่ของกุญแจ และตัวเขาก็ไม่อยู่ในสภาพพร้อมรับมือกับพวกมัน

 

 

เสียงฝีเท้าใกล้เข้ามาอีก เอสฝืนขยับตัวรุนแรง หัวใจที่เต้นสูบฉีกหนัก ทำให้ไข้ยิ่งตีขึ้นมากกว่าเดิม สติของเขาเองก็กำลังจะถูกดึงกลับไป

 

 

ผัวะ!

 

 

เสียงเปิดประตูแบบรุนแรง เอสพยายามหรี่สายตาจ้องมองคนที่เข้ามา แต่ก็เห็นเพียงรองเท้าขัดมันเท่านั้น ...จากนั้นสติของเขาก็ถูกดึงให้ดับลงอีกครั้ง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

.

.

.

 

 

กลิ่นฉุนกึกของยาฆ่าเชื้อคลุ้งตีขึ้นถึงสมอง เปลือกตาขยับไหวหนีแสงที่แยงผ่านเข้ามา จนต้องยอมแพ้เมื่อหนีไปทางไหนก็หนีไม่พ้น ดวงตาสีดำขลับเผยรับแสงก่อนที่จะกระพริบถี่ปรับความคุ้นชินกับแสงแดดที่ส่องลอดผ่านผ้าม่านเข้ามา

 

 

และสิ่งที่เอสเห็นนอกจากผ้าม่านสีครีมปักลายสีฟ้าอ่อนแล้ว เขายังเห็นถุงน้ำเกลือที่แขวนอยู่บนเสาเหล็ก จากนั้นดวงตาสีดำจึงเลื่อนมองรอบด้าน ตั้งแต่เพดานขาวที่พอมีคราบฝุ่นให้เห็นถึงอายุการใช้การ ผนังห้องที่มีฟอร์นิเจอร์ตกแต่งในแบบห้องพักผู้ป่วยทั่วไป...และสุดท้ายก็เป็นโซฟาใกล้เตียงที่เขานอนอยู่ ซึ่งตอนนี้มีชายหนุ่มคนหนึ่งจับจองมันเป็นที่นอนชั่วคราว

 

 

ความทรงจำทั้งหมดค่อยๆ ไหลเวียนมา ต่อฉากราวเป็นหนังเรื่องหนึ่ง...

 

 

ขณะเดียวกัน ชายหนุ่มผู้นอนเฝ้าไข้คนนั้นก็รู้สึกตัวตื่นขึ้นตามเวลารุ่งอรุณของวันใหม่ สีหน้าง่วงงุนเป็นอันต้องสว่างขึ้นทันทีเมื่อหันไปมองเห็นดวงตาที่ปรือเปิดของคนป่วยที่นอนหลับเป็นตายมาสองวันเต็ม

 

 

“เอส! ...เอส ได้ยินฉันไหม?” มัลโก้เรียกพร้อมสีหน้าเป็นกังวล มือของเขาวุ่นกดปุ่มเรียกนางพยาบาลให้มาเตรียมความพร้อม

 

 

“มัล...โก้...?”

 

 

“ใช่ ฉันเอง...เธอรู้สึกเป็นอย่างไรบ้าง?”

 

 

“...มัลโก้”

 

 

“อะ-อ่อก!!

 

 

มัลโก้ต้องเซไปหลายก้าวหลังถูกหมัดตรงลุ้นๆ ชกเข้าใส่ข้างใบหน้าเต็มๆ ชายหนุ่มมองคนป่วยที่ตอนนี้กลับมามีสีหน้าเต็มอารมณ์โกรธ สังเกตได้จากเลือดที่ไหลย้อนขึ้นสายน้ำเกลือ จนพยาบาลที่เพิ่งเข้ามาตกใจรีบเข้าไปควบคุมการไหลของสายน้ำเกลือ เมื่อเลือดไหลกลับคืนจนหมดแล้วนางพยาบาลก็ขอตัวไปเรียกคุณหมอผู้รับผิดชอบมาตรวจอาการโดยรวม ปล่อยให้ทั้งคู่ประคองบรรยากาศแปลกๆ ต่อไป

 

 

“นี่เอส...ชกผิดคนไปหน่อยรึเปล่า?” มัลโก้ลูบใบหน้า ขยับคว้าเก้าอี้มานั่งใกล้เมื่อแน่ใจว่าฝ่ามือของอีกฝ่ายจะไม่บินมาหาอีก

 

 

“ถูกคนถึงที่สุดเลยต่างหาก” เอสเปล่งเสียงที่ฟังดูแหบแห้งของตนเองออกมา สีหน้ายังติดหงุดหงิดอยู่ แม้จะรับรู้ว่าร่างกายของตนอ่อนล้าเพียงใดก็ตาม

 

 

มัลโก้มองสีหน้านั้นแล้วก็พาลอ่อนใจเคล้าดีใจไปพร้อมกัน ที่เด็กหนุ่มยังคงเป็นคนเดิมที่เขารู้จัก แต่ว่า...

 

 

“เอส...ฉันขอโทษนะ ที่ทำให้เธอต้องมาเจอเรื่องแบบนี้” มัลโก้ก้มหน้าเอ่ยตรงๆ เขายังจำสภาพของอีกฝ่ายได้ดีในตอนที่ไปถึง ปลายนิ้วขยับเกร็งจนขึ้นข้อขาว

 

 

ดวงตาสีดำเลื่อนมองทรงผมสุดเฟี้ยวของอีกฝ่าย แก้มทั้งสองข้างพองขึ้นเล็กน้อย มือข้างที่ไร้สายน้ำเกลือยกขึ้นใส่แรงทั้งหมดที่มีลงไปบนศีรษะของอีกฝ่าย....ก็ตั้งใจจะทำแบบนั้นหรอกนะ

 

 

ฝ่ามืออ่อนแรงขยับลูบกลุ่มเส้นผมสีทองที่มีน้อยนิดของอีกฝ่ายเบามือ อาจจะดูไร้ความเคารพทางอายุและกาลเทศะ แต่เอสรู้สึกว่าควรทำในตอนนี้

 

 

“หมัดก่อนหน้าฉันทำไปก็เพื่อสิ่งนั้นล่ะ ...ส่วนนี่ก็คำขอบคุณที่มาช่วยฉันได้ทันเวลานะ” เอสฉีกยิ้มตามฉบับของตนเอง

 

 

มัลโก้อดคลี่ยิ้มไปด้วยไม่ได้ ในใจรู้สึกโล่งขึ้นเยอะ แต่ถึงอย่างนั้น... “เอส...เธอรู้เรื่องของฉันแล้วใช่ไหม?”

 

 

เอสมองตาคนถาม “รู้สิ...รู้จากเจ้าพวกนั้นล่ะ”

 

 

“แล้วทำไมถึงไม่ปฏิเสธไป หรือหาข้อแก้ตัว หรือพูดโกหกอะไรก็ได้”

 

 

“นายหมายความว่าอะไร?”

 

 

“ตอนฉันไปช่วยนาย ฉันกับพวกจับพวกมันมาสอบสวนน่ะ เลยรู้มาว่าเพราะนายไม่ยอมพูดอะไร พวกมันจึงทรมานนาย และขังตัวนายเอาไว้” เอสยังคงมองคนอธิบายนิ่ง “...ทำไมถึงไม่บอกไปล่ะ?”

 

 

“ก็ฉัน...ไม่มีอะไรที่จะต้องบอกพวกมันนี่นา”

 

 

ประโยคนั้นทำให้มัลโก้รู้สึกทึ่งในตัวของเอส เขาตกใจอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนที่จะคลี่ยิ้มออกอีกครั้ง คว้าข้อมือที่ยังคงมีร่องรอยมัดจากเชือกมากุมไว้ จนเจ้าของมือต้องออกแรงยื้อคืนแต่ไม่สำเร็จ

 

 

“รู้ไหม...การที่นายทำแบบนี้เท่ากับยอมรับความสัมพันธ์ของพวกเรานะ” มัลโก้บอกขณะที่หัวใจของเขาเองก็กำลังเต้นแรงไม่แพ้อีกฝ่ายที่หันหน้าหนีเสมองทางอื่นแก้อาการหน้าเห่อร้อน

 

 

“ความสัมพันธ์อะไรไม่ทราบ? แล้วก็ปล่อยได้แล้ว!” เอสพยายามสะบัดมือหนี แต่มัลโก้ไม่ยอมปล่อยง่ายๆ

 

 

“เอส...ฉันอาจจะรอต่อไปไม่ไหวอีกแล้ว หลังได้ฟังคำตอบจากนายเมื่อครู่นี้ ฉันอยากแน่ใจว่านายยอมรับมัน” ...ยอมรับว่าเป็นคนของฉัน คนสำคัญของฉัน

 

 

เพราะไม่ปฏิเสธคำกล่าวหา ทั้งที่ถูกจับและถูกทรมานขนาดนั้น จะพูดโกหกเอาตัวรอดยังไงก็ได้แท้ๆ ...แต่ก็ยังเลือกที่จะยอมทนทุกข์อยู่แบบนั้น

 

 

เพียงเพราะฉัน...

เธอให้ความสำคัญกับฉันขนาดนี้

 

 

หัวใจมันเต้นเสียจนควบคุมไม่อยู่อีกต่อไป มัลโก้กระชับมือแน่นขึ้น รู้สึกได้ถึงความชื้นของเหงื่อที่ถูกความเย็นของอากาศในห้องกลบเกลื่อนไป ทว่ายังคงสัมผัสกันได้

 

 

“แน่ใจอะไรไม่ทราบ...ปล่อยน่า มันร้อนนะ” เอสไม่กล้าสบตาตรงๆ ไอร้อนจากมืออีกฝ่ายมันทำให้เขารู้สึกว่าไข้จะขึ้นอีกรอบ

 

 

“เอส...ฉันไม่อยากรออีกต่อไปแล้วนะ มันจะทำให้เธอเป็นอันตรายได้ง่าย หากสถานะของเรายังไม่ชัดเจนแบบนี้” มัลโก้เอ่ยเนิบช้า ทว่าเร่งเร้า นั่นทำให้เอสยิ่งหน้าร้อนหนักขึ้นอีก

 

 

ก่อนที่ความคิดหนึ่งขะผุดขึ้นมาจากสำนึก ทำให้เอสยอมหันกลับมามองมัลโก้อีกครั้ง และเขาก็เห็นเพียงผู้ชายคนหนึ่งที่ส่งรอยยิ้มอบอุ่นมาให้

 

 

เป็นรอยยิ้มที่ทำให้ใจของเขาสงบลงได้ทุกครั้งที่เห็น...

 

 

“มัลโก้...”

 

 

“หืม?”

 

 

“นาย...” ...จะยอมรับฉันได้จริงๆ เหรอ?

 

 

เป็นคำถามที่เอสไม่กล้าถามออกไปตรงๆ ถึงจะรู้จักกันและถูกตามจีบมานาน แต่เอสก็ยังไม่เคยหลุดความหลังอันน่าหดหู่ของตนให้อีกฝ่ายได้รู้ถึงตัวตนด้านมืดของเขา

 

 

มัลโก้มองสีหน้าเป็นกังวลของเอส กระนั้นรอยยิ้มของเขาก็ไม่เคยจางหาย เมื่อเป็นเรื่องของเด็กคนนี้...

 

 

เด็กบ้าเอ้ย...ปากหนักระยะสุดท้ายเสียจริง

 

 

“เอส เธอคิดว่าฉันไม่รู้เรื่องที่เธอเคยไปคลุกคลีกับพวกอันธพาลงั้นหรือ?”

 

 

ดวงตาสีดำขลับเบิกกว้างขึ้นทันที หันมองคนพูดแทบไม่ทัน ริมฝีปากอ้าค้าง สีหน้าตกใจสุดขีด จับต้นชนปลายไม่ถูกใหญ่ ยิ่งได้เห็นแววตาที่ราวกับจะมองทะลุได้แบบนั้นก็ยิ่งหน้าซีดลง

 

 

มัลโก้หยิบมือถือของตนขึ้นมาแกว่งโชว์ “พอดีตอนตามหาตัวเธอฉันได้รับความร่วมมือจากน้องชายทั้งสองของเธอน่ะ เลยได้ข้อมูลนอกเหนือเล็กๆน้อยๆ ติดมือมาด้วย”

 

 

ฟังจบ เอสก็เก็บบทลงโทษไว้จัดการเจ้าน้องชายสองคน โดยเฉพาะน้องเล็กที่ท่าจะปากมากอีกตามเคย

 

 

“...แต่ถึงไม่ได้รับจากพวกเขา ฉันก็คิดจะค้นหามันด้วยตัวเองอยู่ดี เพราะเป็นเรื่องของคนที่ชอบ ไม่ว่ายังไงก็อยากรับรู้”

 

 

ริ้วสีแดงกลับมาสร้างความร้อนบนใบหน้าของเด็กหนุ่มอีกครั้ง เอสหันหนีเจ้าของรอยยิ้มที่ยิ้มเสียจนราวกับว่าโลกทั้งใบมันเป็นสีชมพูแบบนั้น หัวใจของเขามันแทบจะเด้งออกมาข้างนอกอยู่แล้วนะ!

 

 

“เอส...”

 

 

หยุดพูดด้วยน้ำเสียงแบบนั้นเดี๋ยวนี้เลยนะ!

 

 

“เอส...”

 

 

“ฮึ่ย! นายก็รู้แล้วนี่ ถ้ายอมรับได้ อย่ามานึกบ่นทีหลังเชียวนะ!!” 

 

 

เอสหันไปบอกทั้งสีหน้าที่แดงเสียจนใกล้ระเบิดเต็มที ก่อนจะหันหนีคลุมโปงหลบอีกฝ่าย เชื่อเลยว่าตอนนี้คงไม่แคล้วกำลังยิ้มหน้าบานอยู่แน่ๆ ...ซึ่งก็เป็นจริงตามนั้น

 

 

คุณหมอมาตรวจอาการทั้งหมด ผลสรุปออกมาว่าจากนี้ต้องกินอาหารที่มีประโยชน์ให้มากๆ และต้องรับยาแก้ไขที่ยังไม่หายดี บาดแผลภายนอกก็ดีขึ้นตามลำดับ โชคดีที่ไม่ฟกช้ำถึงอวัยวะภายใน หลังการตรวจผ่านไป เอสก็เพิ่งรู้ตัวว่าหลับไปสองวันหลังถูกพามาที่นี่ เมื่อได้รับคำสั่งหมอแล้ว มัลโก้ก็เตรียมขุนเขาเต็มที่

 

 

จากนั้นมัลโก้ก็บอกว่ากลุ่มคนพวกนั้นถูกจับส่งตำรวจ เดิมก็เป็นกลุ่มค้ายาที่ชอบทำตัวมีอิทธิพลป่วนพื้นที่ไปทั่ว พวกน้องชายของเอสก็ปลอดภัยดี เมื่อรู้ข่าวว่าเอสได้สติแล้วก็พากันมาเยี่ยม แน่นอนว่าต้องพบมหาเทศนาจากคนป่วยไปเพราะริอาจเห็นแก่สินบนมากกว่าพี่ชาย(แพ้ของกินเข้าล่อมาก โดบเฉพาะน้องคนสุดท้องเนี่ย)

 

 

วันได้ออกจากโรงพยาบาลคือวันที่เอสรอคอยมากที่สุด ได้กลับมาฟาดฝีปากกับเพื่อนๆ ในคณะ ซึ่งทุกคนเข้าใจว่าเขาหยุดไปทำธุระที่บ้านญาติมา(มัลโก้เป็นคนช่วยปล่อยข่าวให้) บาดแผลตามตัวก็ไม่มีหลงเหลือให้เห็น ดังนั้นจึงไม่มีใครสงสัยเขา นอกเสียจากที่น้ำหนักมันขึ้นมาหลายกิโลฯ อยู่ เพราะมัลโก้จับขุนเสียเอสต้องปราม

 

 

ยังไงข่าวที่เขากลายเป็นเด็กเสี่ยไปก็ชินหูเสียจนเงียบไปในที่สุด พอมีพูดขุดคุ้ยขึ้นมาบ้างก็ในวงเพื่อนด้วยกันเองเท่านั้น สร้อยพระอาทิตย์ห้อยประดับคอกลายเป็นของรักของหวงของเอสไปในที่สุด ซึ่งเป็นสิ่งกระตุ้นคำล้อจากบรรดาเพื่อนฝูงได้เป็นอย่างดี ...แต่เอสก็ชินชาเสียแล้ว และเอาคืนโดยบอกให้พวกจอมล้อทั้งหลายไปหาคนจีบเป็นแฟนได้สักทีจนจุกไปตามๆ กัน

 

 

ส่วนในเรื่องของกุญแจนั้น มัลโก้ได้ให้คนที่ไว้วางใจตามข่าวที่พวกนั้นสืบมาได้จริง แต่ไม่ใช่เอส เป็นเพื่อนที่ลาวงการไปสร้างครอบครัวแล้วแบบเงียบๆ จึงไม่มีใครคาดคิดถึง

 

 

“เอส วันนี้ว่างรึเปล่า?” มัลโก้ถามหลังจากเอสจัดการดื่มมอคค่าจนหมดแก้วในคราวเดียว คงเพราะอากาศข้างนอกมันร้อนเสียจนกระหายน้ำอย่างหนัก

 

 

“อืม...ก็ไม่มีอะไรแล้วนะ ทำไมเหรอ?”

 

 

“ฉันจะพาไปหาพ่อน่ะ”

 

 

“ห๊ะ? พ่อ?”

 

 

“ใช่ หัวหน้าใหญ่ของกลุ่มฉันน่ะ....ท่านอยากเจอลูกสะใภ้น่ะ”

 

 

เอสหน้าแดงกับคำเรียกแทนตัวที่อีกฝ่ายกล้าพูดออกมาหน้าตาเฉย “บอกแล้วไงว่าอย่าพูดอะไรแบบนั้นน่ะเจ้าบ้านี่!”

 

 

“ฮะๆ ...แล้ว จะไปไหมล่ะ?”

 

 

ดวงตาสีดำขลับช้อนขึ้นจ้องอีกฝ่าย เห็นรอยยิ้มนั่นแล้วก็ช่างเหนื่อยใจ “ฉันเคยรอดจากคำขอของนายด้วยเหรอ?”

 

 

“นั่นสิ...งั้นไปกันวันนี้เลยนะ”

 

 

“จะดีรึไง? ไม่รีบไปเหรอนั่น?”

 

 

“ไม่หรอก อีกอย่างทุกคนเขาก็รอเจอเธออยู่ไม่น้อยไปกว่าพ่อหรอกนะ”

 

 

“นี่นาย...เอาฉันไปเผามาขนาดไหนแล้วเนี่ย?”

 

 

“หึหึ นั่นสิ ก็นำเสนอไปเยอะอยู่”

 

 

เอสหน้าเปลี่ยนสีอีกครั้งด้วยความโกรธและเขินที่รู้ว่าตนถูกอีกฝ่ายไปเผาให้ใครต่อใครในกลุ่มได้รู้ ถึงจะพอคิดๆ บ้างก็เถอะ แต่ไม่คิดว่าจะมาไม้นี้จริงๆ หลังทุบตีแบบเบาะๆ ไปแล้ว เอสก็ต้องมานั่งกลัดกลุ้มบนรถที่กำลังแล่นไปสู่จุดหมายที่กดดันเขาทุกวินาทีที่ดำเนินไป

 

 

เขาจะทำตัวอย่างไร?

จะต้องแสดงกิริยาอะไรบ้าง?

ต้องสำรวม หรือทำตามกฎอะไรไหม?

 

 

กลัวไปต่างๆ นานา ...แต่แล้วความกลัวก็ต้องมีอันโบยบินหนีไป เมื่อฝ่ามือของมัลโก้เข้ามากอบกุมมือไว้เหมือนเมื่อครั้งอยู่โรงพยาบาล เมื่อหันไปก็พบรอยยิ้มอบอุ่นที่ส่งมา

 

 

มันทำให้ใจของเอสสงบลง และพร้อมต่อการพบปะที่กะทันหันในครั้งนี้

 

 

 

 

 

.

...เมื่อถึงปลายทาง และได้เหยียบย่างเข้าสู่ประตูรั้งแห่งกลุ่มยากูซ่าอันน่าเกรงขาม เอสก็ได้รู้ว่าบรรยากาศของทุกคนที่นี่ไม่ต่างอะไรกับชายหนุ่มที่อยู่ข้างกันแม้แต่นิดเดียว

 

 

“ขอให้เธอรู้ไว้นะ เอส...นับจากนี้เธอเป็นคนของที่นี่ และเป็นผู้หญิงของฉันนะ ต้องระวังตัวให้มากกว่านี้ด้วยล่ะ”

 

 

“พูดได้ไม่อายปากอีกแล้วนะ...ถ้ากังวลขนาดนั้น นายก็มารับ มาส่ง ฉันทุกวันเลยเป็นไง?”

 

 

หลังจากนั้นเอสถึงได้รู้ว่าตนนั้นพลาดแล้วที่ไปท้าทายอีกฝ่ายไว้แบบนั้น เพราะดูเหมือนผู้ชายตัวโตผู้เป็นนายเหนือหัวของกลุ่มคนเหล่านี้จะชอบใจเขาเอามาก เลยออกคำสั่งดูแล และจะแต่งตั้งบอดี้การ์ดให้ เผื่อว่าอาจจะเกิดเหตุการณ์เดิมซ้ำขึ้นอีก

 

 

อยากจะปฏิเสธอยู่ แต่บรรยากาศอำนาจมันค้ำคอเสียจนพูดไม่ออก มัลโก้จึงอาสาตามติดด้วยประการชะนี้แล...

 

 

“เอส...เธอพอใจกับสภาพของเธอในตอนนี้รึเปล่า?” มัลโก้ถามขึ้นขณะที่พวกเขาแวะพักในร้านกาแฟที่เดิม

 

 

“ถ้าฉันไม่พอใจ นายไม่มีทางได้มานั่งหน้ายิ้มอยู่แบบนี้แน่”

 

 

“อ่า...นั่นสิ”

 

 

รอยยิ้ม...คราวนี้เป็นรอยยิ้มที่ออกมาจากใจของทั้งสอง การจะรักใคร ชอบใคร ความกลัวมักจะเกิดขึ้นเป็นธรรมดาเมื่อคนเรามีชนักติดหลัง แต่เมื่อได้บอกออกไป รับรู้ และยอมรับกันและกัน ก็เป็นสิ่งยืนยันถึงการให้ความสำคัญของแต่ละฝ่าย

 

 

เพราะสำคัญ...จึงไม่อยากให้เป็นอันตรายเพราะตัวเอง

 

 

“เอาล่ะ...ไปกันเถอะ”

 

 

“อื้อ”

 

 

...จุดหมายคราวนี้ คือบ้านใหญ่ของตระกูล D

 

 

 

 

 

 

 

 

 

[EnD]

 

 

********************

หลายๆ ฟิคเขียนถึงมุมมองของเอสที่เป็นแสงสว่างของเฮียมัลโก้ เลยเขียนสลับบทบาทกันบ้าง ให้เฮีนแกเป็นฝ่ายให้แสงสว่างแก่เอสบ้าง เพราะในมุมมองของฮินะ คู่นี้ต่างให้เส้นทางของกันและกัน เอสให้แสงสว่างจุดประกายตวามหวังแก่เฮียโก้ ส่วนเฮียโก้ก็ให้แสงสว่างในการใช้ชีวิตของเอสต่อไป

 

คู่นี้มันช่างลึกซึ้งกว่าที่คิด!

 

ปล. อาจมีตอนพิเศษนะ ///แต่ไม่ใช่เร็วๆ นี้...โดนฆ่า O<-<

 

 

Comment

Comment:

Tweet

อ๊ากกกกกกกกกกกก ท่านฮินะ!!!!
สนุกมากๆของมากๆของมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
เฮียหล่อทั้งกายทั้งใจจริงๆ
แต่ไม่มีอะไรเท่าความน่ารักของเอสอีกแล้ววว
ยอมแล้วทูนหัวรักคู่นี้ที่สุดดดด เห็นด้วยเลยค่ะ
ว่าสองคนนี้เปนเส้นทางของกันและกัน
เรียกได้ว่าเปนคู่ที่อบอุ่นที่สุดเลยก้ว่าได้
ฉากตอนแขนเปนฟอนี่ เขินแล้วเขินอีก
ตบทั้งเตียงทั้งกำแพงจนมือแทบหัก 5555
มัลโก้แม่งงงง พาไปหาพ่อสามีอีก โอ๊ยยยย
มีไปต่อบ้านตระกูลดีอีก //ตายอย่างสงบ
สารภาพเลยว่าอ่านตอน1กะ2หลายรอบมาก
ทั้งในเด็กดีด้วย 555555 ชอบมากกกก
เมืกี้ก้พึ่งอ่านตอน2จบ เห็นอัพพอดี ดีใจจนจะลุกมาเต้นก้ว่าได้ 555 //เวอร์ๆๆๆๆ
รอตอนพิเศษนะค่ะะะะ ขอบคุณค่ะ~♥

#1 By bam on 2015-05-26 01:14

Categories