Hina_Sakura View my profile

[AU Fic]One Piece - My Girl [2]

posted on 19 May 2015 22:29 by lovealaude in One-Piece

Title  ::  My Girl

Story  ::  AU Fic – One Piece

Paring  ::  Marco x Potogas D Ace

Rate  ::  PG(มั้ง?)

Warning  ::       ยุคปัจจุบันค่ะ

อาจหลุดคาแรกเตอร์...^^;;

_*_*_*_*_*_*_*_*_*_*_*_*_*_*_*_*_*_*_*_*_*_*

 

 

 

 

[ ต่อ ]

 

แกร๊ง...แกร๊ง

 

 

“เฮ้! เอส...มีคนมาหานายน่ะ”

 

 

เจ้าของชื่อหันตามทิศเสียงเรียกของเพื่อนร่วมคณะที่กำลังช่วยกันขันแข็งในการเตรียมงานเฟรชชี่ คณะนิเทศของเอสจึงรับหน้าที่ก่อร่างสร้างงานให้เป็นรูปแบบตามที่แผนงานซึ่งเขียนคำสั่งมาโดยคณะออกแบบร่วมกัน

 

 

มือที่ถือประแจเพิ่งไขน็อตเสร็จยกลงแนบลำตัว มองแขกของตนด้วยสายตาสงสัยระคนเหนื่อยใจแทนที่อีกฝ่ายโผล่หน้ามาได้ทุกอาทิตย์เสียจนเพื่อนรุ่นเดียวกันและรุ่นพี่บางคนจำหน้าได้หมดแล้ว ...เอสถอดเสื้อนอกผูกไขว้ไว้ที่เอว เพื่อไม่ให้คราบเปื้อนต่างๆ ไปเลอะอีกฝ่ายได้ ก่อนจะเดินมุ่ยปากไปหาแขกคนนั้น

 

 

“งานเฟรชชี่เหรอ? ดูอลังการดีนะ” ฝ่ายแขกที่มาเยี่ยมเยียนเอ่ยชมเมื่อเห็นโครงร่างของตัวพร็อบที่พวกเอสกำลังวุ่นวายเตรียมอยู่ที่ลานกว้าง และด้วยความที่ออกมาเตรียมงานด้านนอก เขาจึงสามารถเข้ามาหาได้ง่ายโดยไม่ต้องทำเรื่องเรียกตัวไปถึงภายใน

 

 

“ก็รวมทุกตณะนี่นา จะไม่ให้ยิ่งใหญ่ได้ยังไง? ...ว่าแต่นายเถอะ คราวนี้มีอะไรอีกล่ะ?” เอสยิงคำถามตรงๆ กอดอกเชิดหน้ารอฟังเหตุผลที่ฟังยังไงก็แถสีข้างถลอกทุกที

 

 

“วันนี้เป็นเค้กน่ะ” ชายหนุ่มเจ้าของทรงผมสุดเฟี้ยวฉีกกระแส ยื่นถุงใส่กล่องกระดาษที่มีเค้กหลากรสหลากรูปแบบใส่ไว้เต็มกล่อง

 

 

เอสรับมาอย่างเสียไม่ได้ เพราะถ้าไม่รับอีกฝ่ายก็จะเริ่มใช้หนทางอื่นที่เขาปฏิเสธน้ำใจ(ที่จงใจ)นี่ไม่ได้ทุกที

 

 

“โห้ย! คุณมัลโก้ เทียวไล้เทียวหยอดขนาดนี้ พวกผมยินดียกให้แถมคู่มือปราบให้ด้วย!”

 

 

“นั่นสิ...แต่หลังยกให้จะพอมีสินบนแบ่งจ่ายมาอีกรึเปล่าก็ไม่รู้เนอะ”

 

 

“คุณมัลโก้ ถึงเจ้าเอสมันจะดื้อ แต่มันก็น่ารักนะ ดูแลกันดีๆ ล่ะ”

 

 

“ง่า...จากนี้ไปพวกเราคงต้องไปหาที่ฝากท้องที่อื่นกันแล้วสินะ?”

 

 

คำแซวจากบรรดาเพื่อนฝูงที่ชอบทำตัวเ_อก เรื่องชาวบ้านไปทั่ว แซวมาพร้อมเสียงผิวปากเชียร์แขกที่กลายเป็นแขกหน้าประจำคณะ เรียกกระแสอารมณ์ปะทุเดือดจากเจ้าของเรื่องอีกคน “หนอย! เงียบปากไปซะเจ้าพวกบ้า!! ทำงานกันไปเลยไป๊ ใครกล้าออกความเห็นอีก อด!!

 

 

คำประกาศิต เหล่าพวกพ้องที่จ้องผลส่วยบุญเงียบปากลงฉับ หันไปตั้งหน้าตั้งตาทำงาน แต่ใบหน้ายังแต่งแต้มไปด้วยรอยยิ้มขบขัน...ก็หน้าเขินอาบจนแดงไปทั้งแก้มแบบนั้นมันน่าแกล้งน้อยเสียเมื่อไหร่

 

 

ขู่ฟ่อกับเหล่าเพื่อนตัวดีปากดีทุกคนเสร็จ เอสก็กลับมามองใบหน้าเจ้าของสินบนที่พยายามหยิบยื่นให้เหลือเกิน

 

 

“ดูท่าวันนี้เธอคงตรงกลับหอเลยสิท่า?”

 

 

“แหงล่ะ งานเยอะขนาดนี้ เลิกทีร้านคงปิดไปแล้ว”

 

 

ร้านที่ว่าก็คือร้านกาแฟที่กลายเป็นร้านที่พวกเขาพบกันประจำ มาเร็วมาช้ากว่ากันบ้างสลับกันไป ตอนแรกก็นั่งแยกโต๊ะกัน แต่พอเริ่มรู้ตัวว่าต่างฝ่ายต่างสนใจกันและกันก็เกิดการชักชวนให้มานั่งร่วมโต๊ะด้วยกัน โดยที่ใครมาก่อนก็จะได้เป็นคนเลือกโต๊ะนั่ง

 

 

และความสนิทที่เพิ่มพูนขึ้นก็ทำให้คนเราเริ่มอยากรู้จักอีกฝ่ายมากขึ้น...เป็นธรรมดาของมนุษย์ทั่วไป แต่ในกรณีนี้คงบอกได้ว่าส่วนใหญ่จะเป็นเอสฝ่ายเดียวเสยมากกว่า ด้วยความเป็นคนอารมณ์ดี มนุษยสัมพันธ์ก็ไม่ได้แย่มากมาย จึงเป็นฝ่ายชวนคุยและเล่าเรื่องของตัวเองเสียส่วนใหญ่ จนเป็นการเปิดโอกาสให้อีกฝ่ายเสียงั้น

 

 

พักหลังนี้หากไม่เห็นหน้ากัน หรือช้ากว่าเวลานัดพบเกิน 15 นาที ชายหนุ่มในคราบผู้ดีคนนี้จะบุกมาหาเอสถึงในมหาลัยด้วยตัวเอง (บ่อยจนสงสัยว่าทางมหาลัยยอมอนุญาตได้ยังไง?) แต่ด้วยความที่มองโลกในแง่ดี หรือความรู้สึกช้าอย่างไรก็ตาม เอสก็ไม่ทันตระหนักถึงการล้ำเส้นขอบเขตที่ผู้ชายคนนี้ทำ...จนกระทั่งเหล่าเพื่อนตัวดีแซวขึ้นมานั่นล่ะ

 

 

‘มาได้ทุกอาทิตย์ มีของติดมือมาทุกครั้ง ยอมรับความดื้อรั้นของนาย ไม่เรียกจีบแล้วจะให้เรียกอะไร ห๊ะ?’

 

 

ประโยคนั้นทำให้เอสเริ่มเป็นกังวล เครียดจนมีอาการแปลกๆ จากเดิมที่อยู่ไม่สุขอยู่แล้วก็ยิ่งออกอาการต่อต้าน ผิดปกติจนเพื่อนฝูงยังทัก...และขีดความอดทนสุดท้ายก็ทำให้เอสรวบรวมความกล้าอันน้อยนิด(ในเรื่องที่ไม่ถนัด)เอ่ยถามชายหนุ่มออกไปตรงๆ

 

 

ซึ่งก็ได้คำตอบกลับมาว่า...

 

 

‘เพิ่งจะรู้ตัวหรือเนี่ย?’

 

 

ลม-แทบ-จับ!

 

 

เกิดมาตลอด 19 ปี เรื่องแฟนไม่เคยมีในหัว ทั้งชีวิตนี้ยกให้น้องชายคนสำคัญทั้งสอง เรื่องผู้หญิงจึงไม่มีข่าวหรือแม้แต่จะเฉียด คุยได้แต่ไม่ลึกซึ้ง...ดังนั้น เขาคงจะรู้หรอกนะ ว่าต้องทำตัวยังไงเวลาถูกจีบเนี่ย!?

 

 

สุดท้ายก็ไม่ทำอะไร...ความเครียดที่กินหัวมาตลอดลดลง แต่ด้วยสถานะความเห็นที่เปลี่ยนไป จึงทำให้เอสยังเกร็งๆ อยู่บ้างเวลาที่มัลโก้เข้าใกล้เขาในระยะเกินกว่าที่กำหนด

 

 

“งั้น...จะรอรับกลับนะ” ยิ้มส่งไปก่อนที่จะเดินหลบออกไปยืนพิงรถที่ขับมา คว้าบุหรี่ขึ้นมาจุดสูบรอ

 

 

“อย่าเลยดีกว่าน่า...อีกนานกว่าจะเสร็จ” เอสไม่คิดไล่ให้เปลืองแรงเสียง เขาเดินไปส่งสินบนให้พวกเพื่อนๆ ที่รอส่วนแบ่งตามเคย ก่อนจะเดินไปบอกชายหนุ่ม กึ่งไล่เล็กๆ

 

 

ไอความเกรงใจก็พอมีอยู่หรอก...แต่ความรู้สึกถูกดูแลประหนึ่งไข่ในหินมันชวนรู้สึกขนลุกแปลกๆ ไหนจะเรื่องหัวข้อเด็ดประจำทุกสัปดาห์ ทีมกจะเพิ่มดีกรีความหนาหูขึ้นไปอีกถึงความสัมพันธ์ของเขากับผู้ชายในมาดผู้ดีคนนี้

 

 

...ทั้งในทางดี และไม่ดี

 

 

“ขอฉันรอเถอะ สัญญาแล้วนี่นา”

 

 

“อย่าเลย ลำบากนายเปล่าๆ”

 

 

มัลโก้ยังส่งรอยยิ้มให้ ซึ่งนั่นก็เป็นปราการที่เอสไม่เคยทำลายได้ เพราะนั่นหมายความว่าอีกฝ่ายขอยืนกรานที่จะรออยู่ตรงนี้ ...เด็กหนุ่มในคราบชุดพร้อมรบเดินกลับไปหาเพื่อนฝูง ได้ยินเสียงแซวแล้วก็แยกเขี้ยวใส่ ถึงจะเป็นเพื่อนที่เพิ่งคบกันได้ไม่ถึงปี แต่เอสก็เห็นถึงความจริงใจที่มีให้ จากก้อนเค้กที่มีตัวอักษรพิเศษเขียนไว้ ‘Dear My Little Sun’ นอกจากเคกก้อนนี้ก็ถูกพวกมันรับประหยัดลงกระเพาะกันไปหมดแล้ว

 

 

เอสคว้าเค้กก้อนนั้นกินด้วยอารมณ์บอกไม่ถูก อธิบายไม่ได้ ซึ่งนั่นก็เป็นจุดสังเกตของเพื่อนร่วมกลุ่มที่สนิทที่สุด

 

 

“เอส...อย่าบอกนะว่านายยังตัดสินใจไม่ได้?” ราวกับมีลูกธนูพุ่งเข้าใส่กลางหลัง “...เฮ้อ แกเนี่ยน๊า รีบเคลียร์หัวใจตัวเองเร็วๆ เถอะ ถึงมันจะดีที่พวกฉันได้อานิสสง แต่พวกฉันก็ไม่ได้รังเกียจถ้าแกจะมีแฟนเป็นผู้ชายหรอกนะเว้ย จริงจังกับความรู้สึกหน่อย เพราะเขาคงจะชอบแกจริงๆ ...อีกอย่าง พวกฉันลุ้นกันตัวจะโก่งแล้วนะเฟ้ย!”

 

 

บรรยายมาเยียดยาว ท้ายที่สุดก็มีจุดประสงค์แบบนี้นี่เอง... เอสแทบอยากจะเขกหัวเรียงตัวกับพวกลูกคู่ที่คอยพยักหน้ารับกันเป็นแถบ

 

 

หนอย...เพราะได้สินบนกันเรียบร้อยเลยเข้ากันได้เป็นปี่เป็นขลุ่ยเชียวนะ!

 

 

เอสแอบเคือง ซึ่งมันก็แสดงผ่านออกมาทางสีหน้าเสียหมด ซึ่งก็เป็นลักษณะนิสัยของคนตรงอย่างเขาอยู่แล้ว

 

 

“ฉันก็ว่างั้นนะเอส...ฉันสงสารเขาที่เป็นฝ่ายจีบว่ะ มันเหนื่อยนะโว้ย ตังก็ต้องเสีย เวลาก็ต้องทุ่ม คนทำงานเขาไม่มีเวลาว่างเล่นเท่าพวกเราหรอกนะ เขายอมแกขนาดนี้ แกก็ควรจะยอมเขาบ้างนะ” ฝ่ายเพื่อนที่เคยมีประสบการณ์จีบสาวแล้วแห้วออกความเห็นช่วยสมทบ

 

 

“นี่พวกแก...ระหว่างฉันกับของฟรีอะไรสำคัญกว่ากัน กันแน่ห๊ะ?!”

 

 

“ของฟรี!!!”

 

 

“ไอ้พวกบ้า!!”

 

 

“น่าๆ เอส...ถึงจะเพิ่งคบกัน แต่พวกฉันเห็นพร้อมกันนะว่าถ้าแกไม่ชอบพอกับเขาก็คงไม่อยู่นิ่งให้เขาจีบต่อได้ขนาดนี้หรอก...จริงไหม?”

 

 

ลูกธนูอีกดอกพุ่งสวนทะลวงเข้าถึงหัวใจให้เจ็บจี๊ด เอสเถียงไม่ออกกับความจริงข้อนั้น เพราะไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน เด็กหนุ่มที่ไม่เคยคิดถึงเรื่องทำนองนี้มาก่อนจึงไม่รู้จะจัดการกับความรู้สึกของตนเองตอนนี้อย่างไร

 

 

จากที่เคยฟังๆ มาบ้าง เขาว่าต้องตัดสินใจให้ดี เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์น้ำตาตกในอนาคต และทำให้มองหน้าไม่ติด หรือสานสัมพันธ์ต่อไม่ได้ แย่ที่สุดก็คือไม่อาจเรียกว่าเป็นคนรู้จักกันได้อีกต่อไป มันฟังดูเลวร้ายเสียจนอดคิดเล็กิดน้อยไม่ได้

 

 

เพราะไม่เคย...เลยกลัวไปหมด

กลัวว่าจะเผลอทำตัวแย่ๆ จนนำไปสู่การทะเลาะ

กลัวว่าจะต้องเสียใจในอนาคต

กลัวว่ามันจะเป็นเพียงฝันลมๆ แล้งๆ

 

 

หากถามว่าชอบพอกับชายหนุ่มคนนั้นหรือไม่?

เอสตอบได้เต็มปากเต็มคำว่าชอบมากที่สุด...มัลโก้เป็นผู้ชายคนแรกที่เขาอยู่ด้วยความสบายใจที่สุด ถูกดึงตัวตนออกมามากที่สุด ในเวลาที่ต้องขัดใจกันบ้าง มัลโก้จะเป็นคนปรามทุกอย่างลงได้ด้วยการวางตัวที่สงบ และน้ำเสียงที่อ่อนนุ่ม มันทำให้พวกเขาทะเลาะกันน้อยครั้ง บ้างครั้งก็แทบจะเป็นเรื่องฮาไปด้วยซ้ำ

 

 

แต่เขากลัว...กลัวอดีตของเขาจะทลายความสัมพันธ์ของพวกเรา

 

 

 

 

 

 

...เลิกงานสำหรับวันนี้ สเตเดียม และพร๊อบอื่นๆ ก็ดำเนินไปตามที่วางแผน เหล่าคนงานจำเป็นทั้งหลายจึงได้คราวแยกย้ายไปพักผ่านเสียที

 

ท้องฟ้าเปลี่ยนสีจนเห็นหมู่ดาราโผล่ส่องประกาย เพราะไม่ได้อยู่ในตัวเมืองท้องฟ้ากลางคืนของแถบนี้จึงพอมองเห็นดาวอยู่บ้าง เอสเงยหน้ามองมันแล้วก็ถอนหายใจ และอีกครั้งเมื่อเดินออกมาพบมัลโก้ที่ยังยืนสูบบุหรี่อยู่เช่นเดิม โดยที่พื้นใกล้ๆ เท้าอีกฝ่ายมีก้นบุหรี่สุมเป็นกองหย่อมๆ

 

 

“นี่...หมดไปกี่ซองแล้วเนี่ย?” เอสถามด้วยสีหน้าหวาดๆ

 

 

“ซองครึ่ง”

 

 

“มากไปนะนั่น เดี๋ยวก็ตายเร็วหรอก”

 

 

“ฉันไม่ยอมให้เป็นแบบนั้นหรอกน่า”

 

 

“เชอะ...เอ้า จะไปรึยังล่ะ?”

 

 

มัลโก้ยิ้มอุ่นกับท่าทางของเอส เขารู้ว่าเจ้าเด็กขี้เกรงใจนี่กำลังคิดอะไรอยู่ แต่เขาก็อยากทำในสิ่งที่เขาอยากทำเท่านั้น ชายหนุ่มเดินไปนั่งส่วนคนขับ ส่วนเอสก็นั่งข้างคนขับอันเป็นที่ประจำ เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้ว รถยนต์ส่วนตัวของชายหนุ่มมาดผู้ดีจึงขับเคลื่อนออกสู่ถนนใหญ่ไป

 

 

จุดหมายคือห้างสรพสินค้าขนาดกลาง พอมีชื่ออยู่บ้างในตัวเมือง ส่วนสาเหตุที่มาถึงนี่กันก็เพราะคำเปรยของเอสเมื่ออาทิตย์ก่อน...เดือนหน้าจะเป็นวันเกิดของน้องชายคนเล็ก เลยอยากหาของขวัญดีๆ สักชิ้นให้ ซึ่งก็ได้รับความร่วมมือ(ที่เจ้าตัวเสนอ)จากคนข้างกัน

 

 

เมื่อมาถึงตัวห้าง เอสก็ต้องแปลกใจเพราะมัลโก้ขอแยกตัวไปดูของในชั้นอื่น ซึ่งมันค่อนข้างดีสำหรับเอส นานๆ ทีจะรู้สึกถึงความเป็นส่วนตัวบ้าง...แต่ก็ยังมีข้อความคอยส่งผ่านSMSมาถามการเคลื่อนไหวบ้าง

 

 

อะไรจะห่วงปานนั้น เขาไม่ใช่เด็กแล้วนะ!

 

 

เสื้อตัวใหม่คือของขวัญที่เอสพอจะนึกออก เพราะเจ้าน้องตัวแสบนั่นไม่นึกสนใจอะไรนอกจากเรื่องกินอยู่แล้ว ดังนั้นการจะให้ของกับคนไม่สนใจโลกคนนั้นก็คงต้องเป็นของใช้ประจำแบนี้เท่านั้น แอบเช็คกับซาโบ้ไว้ก่อนเพื่อไม่ซ้ำชิ้นกัน ส่วนงานเลี้ยงก็คงจัดกันที่บ้านหลักเหมือนทุกที

 

 

หลังจ่ายเงินเสร็จ เอสก็มานั่งหาอะไรใส่ท้องรอมัลโก้โดยไม่ลืมส่งข้อความบอก สั่งจนกนหมดแล้วนั่นล่ะอีกฝายจึงได้ฤกษ์โผล่มาพร้อมถุงใส่ของเล็กๆ ใบหนึ่ง

 

 

“อะไรอ่ะ?” เอสถามขณะมองเจ้ากล่องสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดฝ่ามือซึ่งถูกยื่นมาจากคนที่ขอแยกตัวไปก่อนหน้านี้

 

 

“ของขวัญน่ะ ฉันอยากให้เธอ ตั้งแต่รู้จักกันมาฉันยังไม่ได้ให้อะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลยใช่ไหมล่ะ?”

 

 

“...ไม่ต้องทำให้ขนาดนี้ก็ได้นะ” เอสเบ้หน้าเล็กน้อยหลังได้ยินเหตุผล นึกเกรงใจเสียจนเอื้อมมือไปรับมาไว้ไม่ได้ แต่ไอ้หัวใจบ้านี่ก็เต้นเสียจริง!

 

 

“รับไว้เถอะ” ...ยิ้มแบบนั้นอีกแล้ว

 

 

เอสยอมรับของขวัญชิ้นนั้นมาพร้อมกับอีกชิ้นที่มัลโก้ฝากให้เป็นของขวัฯของน้องชายเขา แถมยังเปรยๆ ไว้อีกว่า ครั้งหน้าจะขอไปพบอย่างเป็นทางการ ด้วยความที่ว่าวันนั้นมีงานสำคัญเลยปไม่ได้

 

 

ทริปวันนี้จบลงหลังพากันไปหามื้อค่ำกินกันเสร็จ มัลโก้ไปส่งเอสถึงห้องในหอโดยสวัสดิภาพ กล่าวลากันปกติ ก่อนจะลับตากันด้วยประตูหนึ่งบาน...เอสล็อคห้อง วางของไว้ในที่ๆ ควร ก่อนจะทิ้งตัวลงนอน คว้ากล่องของขวัญชิ้นนั้นติดตัวมา อดใจที่จะเปิดดูไม่ได้

 

 

สร้อยเงินคล้อยจี้ทรงตันใสรูปดวงอาทิตย์สีส้มอมเหลือง...

 

 

ริมฝีปากเม้มเข้าหากัน นึกคาดโทษฝายให้ไม่เบานัก ที่ของขวัญมันช่างมาในมู้ดของผู้หญิงเหลือเกิน...แต่ก็ยอมรับว่าถูกใจอยู่ เอสเก็บมันไว้เป็นอย่างดี เลือกที่จะไม่ใส่เร็วๆ นี้ ไม่งั้นคงโดนล้อปีกนานแน่จากคนทั้งมหาลัย ยิ่งเฉพาะกับเจ้าพวกตัวป่วนคงไม่แคล้วหาว่าเขาตกลงปลงใจแล้วเป็นแน่

 

 

...จะยังไงก็ยังกลัวอยู่ดี

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เด็กหนุ่มไม่อาจรู้อนาคตว่าหลังจากคืนนี้ไป จะเกิดเหตุร้ายกับตน...เพราะหากรู้ เขาจะเลือกตัดสินใจกับสถานะที่ยังคลางแคลงอยู่นี้ทั้งหมด

 

 

 

 

 

(Tbc.)

edit @ 19 May 2015 22:29:53 by Hina_Sakura

Comment

Comment:

Tweet

Categories