Hina_Sakura View my profile

[AU Fic]One Piece - My Girl [1]

posted on 13 May 2015 22:50 by lovealaude in One-Piece

Title  ::  My Girl

Story  ::  AU Fic – One Piece

Paring  ::  Marco x Potogas D Ace

Rate  ::  PG(มั้ง?)

Warning  ::       ยุคปัจจุบันค่ะ

อาจหลุดคาแรกเตอร์...^^;;

_*_*_*_*_*_*_*_*_*_*_*_*_*_*_*_*_*_*_*_*_*_*

 

 

 

 

ซ่า!!!

 

 

น้ำเย็ดจัดถูกสาดเข้าใส่ที่ใบหน้าที่เต็มไปด้วยร่องรอยฟกช้ำของเด็กหนุ่มซึ่งนอนสลบอยู่ ไรผมหยักศกลู่แนบใบหน้าที่มีร่องรอยตกกระจางๆ ทว่ายามนี้มันถูกบดบังด้วยรอยม่วงคล้ำ และปากแผลแตกเลือดซิบเป็นทาง โดยเฉพาะที่มุมปากทั้งสองข้าง รวมทั้งใต้จมูก ร่องรอยแห้งกรังของเลือดแต่งแต้มไปทั่วจนดูน่ากลัว

 

 

หัวคิ้วขยับไหวเข้าหากัน สติค่อยๆ กลับคืนมาพบความเจ็บปวดสุดแสน ขยับร่างกายไม่ได้ดั่งใจนึกด้วยความที่ข้อมือทั้งสองถูกเชือกหนามัดรวบไขว้ไว้ด้านหลัง พันทบหลายชั้นเสียจนขยับไม่ได้ ข้อเท้าเองก็เช่นกัน

 

 

ความเย็นวาบจากน้ำช่วยปลุกประสาทรับรู้ทุกอย่างให้ตื่นขึ้น ความเจ็บปวดทั้งมวลรุมเร้าจนเด็กหนุ่มต้องเกร็งงอตัวเข้าหากัน แม้จะรู้สึกเจ็บปวดระบมไปทั่วร่าง แต่เด็กหนุ่มรู้สึกระแคะระคายคอมากเป็นที่สุดจึงต้องเค้นแรงทั้งหมดคายก้อนเลือดผสมน้ำลายหนืดออกมาเพื่อให้สามารถหายใจได้ทั่วคอมากขึ้น

 

 

“มันตื่นแล้วลูกพี่” แว่วเสียงจับทิศทางไม่ได้ ก่อนจะรู้สึกได้ถึงการมาของใครบางคนที่ขยับเข้ามาใกล้

 

 

“อึ่ก!” แนวฟันขบลงริมฝีปากล่างรุนแรง เมื่อมือหยาบเข้าจิกกลุ่มเส้นผมสีดำหยักศก และออกแรงดึงกระชากให้ต้องเกร็งตัวลุกนั่งตามแรง ดวงตาสีดำขลับพยายามเพ่งมองคู่กรณี

 

 

“...จะยอมบอกได้รึยัง?”

 

 

สมองประมวลผลคำพูดนั้นได้ แม้ไม่เต็มที่แต่เด็กหนุ่มก็มีคำตอบที่แน่นอนให้อยู่แล้ว “ไม่...”

 

 

ผัวะ!!

 

 

“อั่ก!!”

 

 

หมัดเข้าสวนใบหน้ารุนแรง เรียกกระแสเลือดข้นๆ จากแผลเก่าปริแตกเพิ่ม กลิ่นคาวคลุ้งและรสชาติสนิมแบบเหล็กตลบอวลไปทั่งโพรงปาก หยาดเลือดสีข้นไหลรินออกมาจนรู้สึกเอียน ลมหายใจหอบแผ่ว ความเจ็บปวดแล่นจี๊ดไปพร้อมความรู้สึกชาทั่วใบหน้า ในหัวมึนงงไปชั่วขณะ

 

 

“ฉันจะให้โอกาสแกอีกครั้ง...ถ้าพ้นวันนี้แกยังไม่ยอมบอกที่อยู่ของ ‘ของ’ ที่ว่า ฉันจะจบชีวิตแกด้วยสิ่งนี้” ไม่ขู่เปล่า ปืนกระบอกหนึ่งสีดำมันวาวถูกคว้าขึ้นมา ไล่ปลายกระบอกตั้งแต่ใบหน้าเปื้อนแผลลงมาที่หน้าอก “แกคงไม่อยากให้น้องชายแกเป็นอะไรไปอีกคนใช่ไหม?”

 

 

คำพูดนั้นทำให้เด็กหนุ่มดึงสติและเรี่ยวแรงที่มีกลับมา ดวงตาสีดำจ้องคู่กรณีด้วยความดุดันเท่าที่จะทำได้ เค้นเสียงรอดไรฟันออกมา “อย่า...ยุ่ง...กับเขา”

 

 

“หึ ฉันจะไม่ยุ่งแน่...ถ้าแกยอมบอกสิ่งที่พวกเราต้องการมาแต่โดยดี” รอยยิ้มเหี้ยมคลี่ออก สะบัดมือที่ถือกระบอกปืนไปมาใกล้ๆ ดวงตาของอีกฝ่าย “ว่าไง? จะบอกหรือไม่บอก?”

 

 

เด็กหนุ่มกัดฟันแน่น แม้จะห่วงน้องชายมากเพียงใด แต่ ‘สิ่งนั้น’ ก็สำคัญไม่แพ้กัน

 

 

“ฉัน...ไม่รู้” สุดท้ายก็ใจแข็งเลือกไม่ได้สักทาง เพราะเขาไม่มีอะไรจะบอกจริงๆ

 

 

ใบหน้าคู่กรณีเหี้ยมเกรียม ออกแรงสะบัดมือให้ศีรษะของเด็กหนุ่มฟาดลงไปกระทบพื้น ผลการกระทบกระเทือนนั้นสร้างความมึนงงและเจ็บปวดเกินกว่าที่จะประคองสติไว้ได้

 

 

“งั้นแกก็เตรียมรับฟังงานศพน้องแกได้เลย!!” ตวาดด้วยเสียงกร้าว ก่อนที่จะออกจากห้องขังที่มืดทึมนี้ไป โดยไม่ลืมสั่งลูกน้องให้เฝ้าไว้ดีๆ

 

 

ต่อให้เด็กหนุ่มนึกอยากจะหนีเพียงใด หรือต่อต้านแค่ไหน สภาพของเขาก็ไม่อาจอำนวยอะไรได้อีก แม้แต่คำประกาศตัดสินชะตากรรมของคนสำคัญที่อยู่ห่างไกล เขาก็ไม่อยู่ในสติที่พอจะรับรู้ได้อีกแล้ว

 

 

 

 

 

 

 

 

..............

...ความหนาวเย็นกัดกินผิวหนังและบาดแผล ปลุกสติของเด็กหนุ่มที่นอนแน่นิ่งบนพื้นมานานให้สะดุ้งตื่นขึ้นพร้อมพิษไข้รุนแรง ลมหายใจรุ่มร้อนเสียจนอาการหนักกว่าเดิม ...ไม่แปลกที่จะป่วยในเวลาแบบนี้ ก็เขาถูกจับมาขังตั้งสี่วันแล้ว ทั้งถูกรุมซ้อม ขู่ด้วยอาวุธต่างๆ นานา แต่เขาก็ยังยืนยันคำเดิม พวกมันจึงเริ่มขู่จะเอาชีวิตคนรอบข้างของเขา

 

 

“แค่ก...แฮ่ก...แค่กๆ!” ลมหายใจสะดุดและฝืดฝืน เด็กหนุ่มต้องพยายามเค้นสิ่งที่ขัดขวางช่องทางอากาศภายในให้ออกมามากที่สุด

 

 

ขอบตาร้อนผ่าวเสียจนลืมตาแทบไม่ขึ้น แต่ละครั้งที่หายใจเข้า-ออกรู้สึกเหนื่อยเป็นเท่าตัว แต่ร่างกายกลับต้องการอากาศในปริมาณหนึ่ง จึงต้องฝืนเรี่ยวแรงที่มาพร้อมความเจ็บระบมทั่วทั้งร่าง

 

 

ปวดไปหมด...เจ็บที่สุดคงเป็นที่กรามข้างซ้าย

ทั้งเจ็บ ทั้งชา

...หวังว่าเจ้าพวกนั้นจะปลอดภัยนะ

 

 

เด็กหนุ่มนึกห่วงถึงกลุ่มเพื่อนๆ และน้องชายทั้งสองที่เห็นหน้ากันเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่เขาจะถูกจับตัวมาอยู่ที่นี่...นึกถึงชีวิตอันสงบสุขของ ‘โปรโตกัส ดี เอส’ ตลอดอายุจน 19 ปี แม้จะไม่เรียบหรู แต่ก็สามารถมีชีวิตธรรมดาตามประสาผู้ชายวัยรุ่นคนหนึ่ง เฮฮากับพวกพ้อง และเป็นที่พึ่งของน้องๆ ได้ทุกเมื่อ

 

 

แต่แล้ว...โชคชะตากลับพลิกผันจากหน้ามือเป็นหลังมือ เมื่อมีใครคนหนึ่งเข้ามาในชีวิต ผู้ชายที่ทำให้เขานึกถึงท้องฟ้ากว้างไกลตัดขอบน้ำทะเลประกายสวยงาม

 

 

คนที่ทำให้หัวใจสงบและผ่อนคลาย...

 

 

ทว่ากลับมีเบื้องลึกเบื้องหลังที่มากกว่านั้น...เมื่อได้รู้ว่าผู้ชายคนนั้น เป็นถึงหนึ่งในหัวหน้าระดับแนวหน้าของกลุ่มยากูซ่าชื่อดัง ในตอนที่ถูกจับมาสอบสวนถามหาของ ‘สิ่งนั้น’

 

 

ด้วยความที่ช่วงนี้เขามักมีหน้าตาของชายคนนั้นมาป้วนเปี้ยนแทบจะทุกวัน จึงทำให้ถูกเข้าใจผิดไปว่าเป็นคนสำคัญของเขาคนนั้น...ทั้งที่ความเป็นจริง ความสัมพันธ์ของพวกเขายังไม่ชัดเจนเลยสักนิด กระทั่งเป็นคนรู้จักยังเรียกได้ไม่เต็มปากด้วยซ้ำ การพบเจอของพวกเขาก็ด้วยความบังเอิญล้วนๆ

 

 

หากวันนั้นเขาไม่เกิดนึกอยากเปลี่ยนเส้นทางกลับบ้าน

หากวันนั้นเขาไม่เกิดนึกอยากดื่มกาแฟขึ้นมา

หากวันนั้นเมล็ดกาแฟไม่หมดเหลือทำได้เพียงแก้วเดียว

...สภาพของเขาที่เป็นอยู่นี่คงไม่มีทางเกิดขึ้น

 

 

ยิ่งคิดก็ยิ่งปวดหัว ไข้ขึ้นสูงเสียจนอยากจะอาเจียนขึ้นมา แต่ในท้องมันโล่งว่างด้วยความที่ไม่มีอะไรตกถึงท้องมานาน นึกทึ่งตัวเองอยู่ที่อดน้ำอดข้าวมาได้จนวันนี้...แต่คราวนี้อาจจะได้ตายจริงๆ ก็เป็นได้

 

 

เจ้าน้องบ้าสองคนจะเป็นอย่างไรบ้างนะ?

โดยเฉพาะเจ้านั่น...ป่านนี้คงนั่งร้องไห้ขี้มูกโป่งที่รู้ว่าเขาหายไปหลายวันอยู่แน่

 

...จะตายไม่ได้

ไม่ยอมตายเด็ดขาด

 

 

เอสกัดฟันแน่น อดทนต่อพิษไข้ที่รุมเร้าทั้งร่าง โดยเฉพาะในหัวที่ราวกับมีน้ำเดือดอยู่ภายใน คล้ายจะระเบิดอยู่ทุกครั้งที่ขยับตัวหรือหายใจแรงๆ

 

 

เมื่อควบคุมความรู้สึกได้ระดับหนึ่งที่พอทุเลาความเจ็บปวดให้อยู่ในระดับที่พอจะทนไหว เอสขยับตัวให้อยู่ในท่าที่อำนวยมากที่สุด หลุบตาลงปรับลมหายใจให้คงที่ ไม่ยอมแพ้ต่อพิษไข้ง่ายๆ และไม่ยอมที่จะให้ชีวิตมาจบลงในที่เฮงซวยแบบนี้ด้วย!

 

 

เอสขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน พยายามขยับมือเท้า แต่มันถูกมัดแน่นเงื่อนตายชนิดไม่ให้แก้ออกได้หรือตัดขาดง่ายๆ คะเนจากความรู้สึกแล้ว น่าจะเป็นเชือกที่มีความหนาพอตัว

 

 

ดิ้นอยู่พักใหญ่ๆ ก็ต้องยอมแพ้ เดิมทีเขาก็ไม่เหลือแรงพอจะทำอะไรอยู่แล้ว ยอมพักรบ ค่อยๆ ผ่อนลมหายใจลง หลุบตาหลับนึกถึง ‘สิ่งนั้น’ เพียงสิ่งเดียวที่นึกออกว่าได้มาจากชายคนนั้น...

 

 

......

 

 

...

 

 

.

 

 

 

 

วันนี้เลิกเร็ว...หลังจากต้องทนรับเสียงพี่ว้ากมานาน เอสรีบตรงกลับหอพัก เดินฮัมเพลงอารมณ์ดีนึกเมนูอาหารสำหรับวันนี้ว่าจะซื้อกินหรือทำเองที่หอดี? บอกลาเพื่อนๆ ในคณะเสร็จก็ขอตัวแยกกลับที่พักเลย นานๆ ทีจะได้เลิกเร็วต้องใช้เวลาให้คุ้ม

 

 

แต่เอวก็ต้องมุ่นคิ้วเมื่อพบว่าทางกลับหอมีการวางป้าย keep out ตลอดแนว เพราะเกิดอุบัติเหตุกะทันหัน หลักฐานคือรถยนต์ที่พังยับเกยฟุตบาทขึ้นมา กำแพงด้านข้างเองก็พังถล่มเป็นช่องว่างรูใหญ่ ...ความจริงก็มีทางให้เดินผ่านไปได้ แต่คนที่มายืนมุงดูกันแน่นขนัดเสียจนปิดทางที่เหลือหมดสิ้น

 

 

ด้วยความที่เป็นคนไม่ชอบรออะไรนานๆ เอสจึงยอมตัดใจเปลี่ยนเส้นทางกลับหอ เดินฮัมเพลงชิวๆ ไปอีกทางหนึ่งที่อ้อมไกลกว่าเล็กน้อย อย่างไรเสียวันนี้เขาก็มีเวลาพอที่จะเดินเอ้อระเหยอยู่แล้ว วันนี้เดินอ้อมสักหน่อยก็ไม่เป็นไร ถือเสียว่าออกกำลังกายแก้เครียดไปด้วย

 

 

“หือ?” กลิ่นหอมกรุ่นอันเป็นเอกลักษณ์ของเมล็ดกาแฟคั่ว ปลายจมูกของเด็กหนุ่มทำเสียงฟุดฟิด เรียกใบหน้าหันหาต้นตอ พบร้านกาแฟเปิดใหม่ส่งกลิ่นกาแฟหอมชวนกิน แม้แต่กับเขาที่ไม่เคยชอบกินอะไรขมๆ อย่างกาแฟยังอดกลืนน้ำลายด้วยความอยากลิ้มลองไม่ได้ เป็นครั้งแรกที่เพิ่งเคยได้กลิ่นกาแฟที่หอมชวนกินขนาดนี้

 

 

ดังนั้นจะช้าอยู่ใย? เรื่องแบบนี้คนชอบกินอย่างเขาไม่พลาดที่จะลองอยู่แล้ว!

 

 

กรุงกริ้ง...

 

 

เสียงกระดิ่งดังตอบรับการมาของลูกค้า พนักงานเงยหน้าจากงานในมือส่งยิ้มทักทายแขกผู้มาใหม่ กล่าวทักทายตามหน้าที่ เอสยิ้มตอบรับก่อนจะหันมองสำรวจร้านที่ตกแต่งมีสไตล์น่านั่งดื่มด่ำไปกับบรรยากาศสบายๆ เคล้าเพลงคลาสสิกเพราะๆ

 

 

ตื่นตาตื่นใจเสียจนไม่ทันรู้ถึงการมาของใครอีกคน...

 

 

“เอ่อ...ขอลาเต้ / เอสเพรสโซ่ ...แก้วหนึ่งครับ”

 

 

เจ้าของเสียงที่ต่างโทนกันหันมองเสียงแปลกที่ซ้อนทับโทนของตนเอง...ดวงตาสีดำขลับนิ่งงันราวกับถูกมนต์สะกด ไม่ว่าจะด้วยความแปลกของทรงผม หรือการแต่งกายที่ดูไม่เข้ากันเหลือเกินกับบุคลิก สิ่งที่เอสเห็นผ่านชายตรงหน้าคือภาพวิวทะเลและท้องฟ้าที่ตัดกันไกลสุดสายตาผุดวาบขึ้นในหัว

 

 

“เอ่อ...ขอโทษด้วยนะคะ ตอนนี้เหลือเมล็ดกาแฟพอที่จะทำได้เพียงแก้วเดียวเท่านั้น รอบใหม่ต้องรออีกราวสามสิบนาทีค่ะ” พนักงานยิ้มเจื่อน ความผิดเธอส่วนหนึ่งที่ลืมเช็คปริมาณเมล็ดกาแฟว่ามันพร่องไปเกือบหมดแล้ว

 

 

“ถ้างั้น...ก็ให้เด็กคนนี้ไปเถอะครับ” ชายหนุ่มยอมตัดใจรอรอบต่อไปแทน

 

 

“ไม่! ลุงเอาไปเถอะ” เอสปฏิเสธทันควัน มุ่นคิ้วไม่ยอมเป็นฝ่ายได้รับการเสียสละ

 

 

“แต่เธอมาก่อน เธอควรจะได้รับก่อนก็ถูกแล้วนี่?” หันไปบอกด้วยความมึนงง แล้วเขาก็ต้องพบกับสายตาที่แสดงถึงความดื้อรั้นของเด็กหนุ่ม

 

 

“ผมไม่ค่อยชอบกินกาแฟอยู่แล้ว ลุงเอาไปเถอะ”

 

 

ชายหนุ่มมองอีกฝ่ายที่กล่าวจบแล้วก็รีบสะบัดตัวหนีไปประหนึ่งไม่ยอมให้เขาปฏิเสธ ความคิดบางอย่างผุดขึ้นมาอย่างเสียไม่ได้ เขาหันไปบอกอะไรบางอย่างกับพนักงาน ซึ่งเธอก็ยิ้มตอบรับด้วยความยินดี

 

 

เอสเดินห่างออกจากร้านมาพอสมควร แอบเสียดายนิดๆ ยอมรับว่าเป็นร้านกาแฟร้านแรกที่เขาคิดอยากจะลิ้มลองจริงๆ ไว้คราวหน้าแล้วกัน ...ขณะคิดถอดใจ เอสก็รู้สึกถึงแรงสะกิดจากด้านหลัง หันกลับไปก็พบชายคนเดิม...ที่ในมือมีแก้วกาแฟสองใบ

 

 

“ดื่มมอคค่าได้ไหม?” คำถามพร้อมรอยยิ้มเป็นมิตรจากอีกฝ่าย เด็กหนุ่มมองแก้วกาแฟที่ยื่นมาตรงหน้า

 

 

มือเผลอยกขึ้นรับแก้วมา สัมผัสได้ถึงความเย็น กลิ่นหอมที่คุ้นเคยลอยแตะจมูก ทำให้เอสอดใจไม่ไหวจรดริมฝีปากกับปลายหลอดทันที

 

 

ช็อกโกแลต...ผสมผสานได้ดีกับกาแฟ เป็นตัวช่วยในการดึงรสขมที่รุนแรง

 

 

รสชาติแบบเด็กๆ

 

 

“...อร่อย”

 

 

 

 

 

 

 

...นั่นเป็นการพบกันระหว่างพวกเขา ความบังเอิญลำดับแรก

ความบังเอิญที่ชายคนหนึ่ง สั่งกาแฟแก้วสุดท้าย และแบ่งมันเป็นสองแก้ว โดยที่แก้วหนึ่งใส่ช็อคโกแลตเพิ่มความนุ่มนวลเข้าไป

 

 

จุดเริ่มต้นของสายสัมพันธ์ที่ไม่อาจตัดขาด...

 

 

 

 

 

 
[Tbc.]

Comment

Comment:

Tweet

J.
<a href="http://www.ephotobay.net/45/" ></a>

#2 By http://www.ephotobay.net/45/ (175.44.33.182|175.44.33.182) on 2015-09-16 20:16

เป็นเรื่องที่น่าสนใจดีนี่ open-mounthed smile confused smile
ฝากด้วยนร๊า สติ๊กเกอร์ไลน์น่ารักกวนๆ ขอบคุณจร้า
เวอร์ชั่นคำพูดภาษาไทย คลิก >> https://store.line.me/stickershop/product/1083371/en 
เวอร์ชั่นไม่มีคำพูด คลิก >> https://store.line.me/stickershop/product/1083387/en

#1 By (1.20.137.72|1.20.137.72) on 2015-05-14 01:15

Categories