Hina_Sakura View my profile

[AU Fic]One Piece - Destiny

posted on 08 Apr 2015 01:49 by lovealaude in One-Piece

Title  ::  Destiny

Story  ::  AU Fic – One Piece

Paring  ::  X Drake x Basil Hawkins

Rate  ::  PG(มั้ง?)

Warning  ::  ยุคปัจจุบันค่ะ มิใช่ยุคโจรสลัดแต่อย่างใด

                        อาจหลุดคาแรกเตอร์...^^;;

_*_*_*_*_*_*_*_*_*_*_*_*_*_*_*_*_*_*_*_*_*_*

 

 

 

เดรกเชื่อว่าความฝันของผู้ชายหลายๆ คนคือการได้เป็นทหาร มีเกียรติและชื่อเสียง...มันดูเท่ห์ในสายตาของเขา นับตั้งแต่วันแรกที่ได้เห็นเหล่าทหารในเครื่องแบบชุดขาว

 

 

เป็นภาพที่ตราตรึงอยู่ในจิตใจของเขามาจนถึงทุกวันนี้

 

 

ปรารถนามาโดยตลอด...ว่าสักวันหนึ่ง ตนจะมีวันได้สวมชุดสีขาวนั้นอย่างองอาจและสง่าผ่าเผยเป็นที่สุด

 

 

 

 

 

 

.

.

.

อุณหภูมิเย็นจัด...เดรกไม่เคยนึกเกลียดสภาพอากาศบ้านเกิดมากเท่าวันนี้ ร่างกายขยับอย่างฝืดฝืนเพราะความหนาวเย็นที่กัดกินผิวหนังร่างกายของเขา แช่งเข็งให้มันทื่อลงและไม่ยอมฟังคำสั่งจากสมองดั่งใจนึก

 

 

เครื่องแบบเนื้อดีแปดเปื้อนไปด้วยเลือดสีแดงสด ซึมผ่านใยผ้าแผ่ขยายอย่างรวดเร็วเพราะมีน้ำเป็นสิ่งนำพา เดรกพิงแผ่นหลังอิงแอบใต้เงาโชดหินก้อนใหญ่ พยายามลดอัตราการหายใจของตนลง จนลมหายใจของเขาไม่มีไอสีขาวออกมาอีก

 

 

ดวงตาที่แสดงถึงความเจ็บแค้น เหนื่อยล้า และอ่อนแรง...เดรกตวัดมันลอบมองกลุ่มคนในเครื่องแบบที่มียศสูงกว่าถืออสวุธครบมือย่ำหิมะหนาเข้ามาใกล้

 

 

เดรกกัดฟันแน่น มือขวากดทับปากแผล พยายามห้ามเลือดที่ไหลรินไม่หยุดทั้งที่อุณหภูมิภายนอกหนาวเย็นแทบตาย

 

 

หรือว่าเลือดของเขาจะมีวิตามินเคไม่พอ?

 

 

เดรกอดคิดมุกตลกขึ้นมาไม่ได้ ทั้งทีเขากำลังเข้าตาจนชนิดมืดแปดด้านอยู่แท้ๆ ...แต่จะให้ทำอย่างไรได้? ในเมื่อค่ายทหารที่นี่มันบ้าไปหมดแล้ว!

 

 

สูดลมหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่ อย่างน้อยๆ ความทนทานของจิตใจและร่างกายที่ได้รับการฝึกฝนมาช่วยทำให้เขาพอจะยืดชีวิตของตัวเองออกไปได้ บาดแผลที่ถูกยิงจึงไม่ค่อยส่งผลกับเขานัก บางทีมันอาจจะบังเอิญเพราะการยิงที่พลาดเป้า

 

 

ทัศนียภาพโดยรอบถูกบดบังด้วยพายุหิมะ ไม่แรงมาก แต่ก็พอที่จะทำให้การมองเห็นของมนุษย์ตกต่ำลง เดรกหวังว่าหิมะพวกนั้นจะช่วยป้องปกเขา เช่นที่เขาคอยปกป้องบ้านเกิดมาตลอด

 

 

...จนกระทั่งเร็วๆ นี้เอง ที่เดรกจะขอกลับคำพูดตนเองครั้งแรกในชีวิต

 

 

นายทหารหนุ่ม ที่กำลังจะกลายเป็นเพียงอดีตทหาร จะไม่มีใครได้ยินชื่อของเขาอีกในหน้าประวัติศาสตร์ของทหารผู้ยิ่งใหญ่ ชื่อของเดรกจะถูกย้ายไปที่บัญชีดำ...คนทรยศ

 

 

เปลือกตาหลุบลง เดรกต้องการใช้ความคิดอย่างหนัก คนพวกนั้นยังไม่ยอมเลิกราตามล่าเขา เสียงฝีเท้าที่ย่ำลงพื้นหิมะซ้ำแล้วซ้ำเล่า วนเวียนอยู่โดยรอบ กัดขาวขบกัดริมฝีปากที่เย็นเฉียบให้รู้สึกถึงความอุ่นอีกครั้ง

 

 

เมื่อเดรกควบคุมสติของเขาให้หลุดพ้นจากความเจ็บปวดได้ทุกอย่างได้ นั่นทำให้เขามองเห็นทางออก มีโพรงน้ำแข็งหลบอยู่หลังโขดหินที่เขาใช้มันบังต่อสายตาคนพวกนั้น เดรกไม่รอช้าที่จะขยับร่างกายด้วยแรงทั้งหมดที่มีเข้าไปข้างใน โดยไม่สนว่ามันจะพาเขาไปที่ไหน หรือจบชีวิตลงอย่างไรในอนาคตที่ไม่อาจมองเห็น

 

 

สมที่เป็นเมืองที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ เดรกมองไม่เห็นอะไรนอกจากน้ำแข็งและสีขาวโพลนของหิมะ เขาสัมผัสไม่ได้แม้แต่ผืนดินแสนอบอุ่น

 

 

เลือดเริ่มแข็งตัวแล้ว และมันก็จับตัวเป็นก้อนเข้าไปภายในตัวของเขามากขึ้นเรื่อยๆ เดรกรู้ว่าตัวเขากำลังจะถูกแช่แข็ง ทั้งจากภายในและภายนอก

 

 

เขากำลังจะตาย...

 

 

ดวงตาอ่อนแรงเลื่อนมองผนังน้ำแข็งด้วยสติที่เริ่มชินชา ไม่ส่งคำสั่งต่อสมองอีก ร่างกายทรุดลงและค่อยๆ แข็งทื่อ ชีวิตของเดรกก่ำกึ่งระหว่างความเป็นและความตาย

 

 

ภาพสุดท้ายที่เดรกเห็น...คือความใสของน้ำแข็งที่สะท้อนภาพท้องทะเลอันงดงามออกมา

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ตี๊ด...ตี๊ด...ตี๊ด

เสียงเครื่องวัดอัตราการเต้นของหัวใจดังสลับกับเสียงการสูบลมของเครื่องช่วยหายใจ นอกจากสองเสียงดังกล่าวแล้วล้วนเงียบเฉียบภายในห้องสีขาวสว่างเล็กๆ แห่งนี้

 

 

ชายหนุ่มที่อยู่ในสภาพกึ่งเปลือยค่อยๆ ได้สติขึ้นมาพร้อมความเจ็บปวดแล่นริ้วไปทั่วร่าง หัวคิ้วคมเข้มชักเข้าหากัน ลมหายใจกระตุกขึ้นเร็ว ดวงตาที่หลับใหลมานานเบิกโพล่งขึ้น

 

 

สัมผัสทุกอย่างตื่นตัว ทั้งความเจ็บปวด ความรู้สึกหนาวเย็น ทุกรูขุมขนของเดรกกลับมาทำงานเป็นปกติ และดีเยี่ยมในส่วนการรับรู้ถึงสิ่งต่างๆ รอบตัว

 

 

เดรกปรับลมหายใจให้เป็นปกติ เขารับรู้ถึงสายน้ำเกลือมากมาย ช่วงบนของเขาไร้อาภรณ์ปกปิด เขานอนอยู่บนเตียงที่ห้อมล้อมไปด้วยเครื่องมือไฮเทค ซึ่งเดรกรู้ว่าพวกมันกำลังช่วยต่อชีวิตของเขาไว้

 

 

“คุณไม่ควรหายใจรุนแรง” เสียงหนึ่งทักขึ้นมา เดรกรู้สึกว่ามันทั้งนุ่มและชวนฟัง มันทำให้เขานึกถึงละอองฝ้ายที่เบาบาง

 

 

“คุณไม่ควรพูดอะไรในตอนนี้” เสียงนั้นกล่าวเตือนอีกครั้งเมื่อเดรกพยายามขยับริมฝากปากของตน

 

เดรกยอมคลายแรงทุกอย่าง เหลือเพียงสิ่งเดียวที่เขาให้วามสนใจ เสียงฝีเท้าใกล้เข้ามาหลังบานประตูปลดล็อคอัตโนมัติ และเดรกก็ได้พบเจ้าของเสียง เป็นชายหนุ่มร่างโปร่งผมสีทองปล่อยระยาว ดวงตานั้นเย็นชาไม่แสดงอารมณ์ใดๆ เช่นสีหน้า

 

 

“อีกเดี๋ยวคุณจะได้รู้ในสิ่งที่คุณอยากรู้ทั้งหมด” อีกฝ่ายกล่าวราวกับอ่านใจของเดรกได้ทุกซอกทุกมุม จากนั้นเจ้าของใบหน้าเรียบนิ่งจัดการปรับอุณหภูมิของห้องก่อนที่จะหมุนตัวเดินออกไป

 

 

ความก้องของห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆ แห่งนี้ทำให้เดรกได้ยินเสียงการลงฝีเท้าของอีกฝ่ายชัดเจน น่าแปลกมากที่เขาเผลอนึกภาพหญิงสาวมาดนิ่งแต่งตัวรัดรูปทว่าสวมรองเท้าส้นสูงเป็นนิจผุดขึ้นมาในสมอง

 

 

บางทีเขาควรจะถามหมอว่ารักษาเขาตกบกพร่องตรงไหนไปหรือไม่...ถึงได้มีอาการเพ้อฝันเช่นนี้

 

 

และในอีกไม่กี่ชั่วโมงถัดมา เดรกก็ได้พบหมอคนนั้น

 

 

“คิดยังไงถึงได้ลงไปว่ายน้ำเล่นในวันที่อากาศเย็นจัดแบบนั้น?” ทันทีที่พบหน้า ร่างโปร่งในชุดลำลองสบายๆ เดินเข้ามาทักทายพร้อมรอยยิ้มที่ทำให้เดรกถึงกับถอนหายใจออกมา

 

 

“ไม่คิดว่าจะเป็นนาย...ลอว์”

 

 

“ถ้าไม่ใช่ฉัน ป่านนี้นายได้ไปกราบบรรพบุรุษแน่” ลอว์โต้กลับด้วยวาจาเช่นคนรู้จักกันมานาน หันไปเช็คค่าต่างๆ ที่ปรากฏบนหน้าจอ ก่อนที่จะหันมาถอดสายต่างๆ ที่จะกลายเป็นสิ่งน่ารำคาญสำหรับเดรกในตอนนี้

 

 

“ได้ข่าวว่ากำลังทัวร์ฮันนีมูนอยู่?” ประหนึ่งจะถามว่าทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ได้...

 

 

ลอว์กรอกตาด้วยสีหน้าเซ็งจัด ดวงตาคู่สวยหยุดมองเดรก จากนั้นน้ำเสียงเจือความหงุดหงิดจึงยอมเอ่ยออกมา “ฉันได้รับคำขอร้องจากใครบางคนมา...นายทำฉันเดือนร้อน รู้ไว้เสียด้วย”

 

 

“นายเดือดร้อน...หรือเด็กของนายกันแน่ที่เดือดร้อน?” เดรกคลี่ยิ้มย้อนคืนขณะประคองตนเองลุกขึ้นนั่ง

 

 

“อย่าถามในสิ่งที่รู้อยู่แล้วจะได้ไหม?”

 

 

“โทษที แล้วจะใช้คืนให้ทีหลัง”

 

 

“ได้...แล้วนายจะบอกฉันได้รึยัง?”

 

 

เดรกมองหน้าลอว์ แววตาของพวกเขาไร้การหยอกล้อ ดวงตาคมไล่มองตนเองใหม่ บาดแผลนับไม่ถ้วนที่เป็นแผลเล็กแผลน้อยปรากฏอยู่ทั่วตัวของเขา และแผลใหญ่จากกระสุนที่ข้างท้อง แผลเหล่านี้ค่อนข้างทำเขาตกใจ เพราะไม่คิดว่าจะเป็นได้ขนาดนี้

 

 

“...ฉันถูกพวกกองทัพปฏิเสธ” คำสรุปง่ายๆ เอื้อนเอ่ยออกมา

 

 

“ความยุติธรรมของนายเสียเปล่าเมื่ออยู่ต่อหน้าคนพวกนั้น” ไม่ได้ตั้งใจพูดเสียดแทง แต่มันคือความจริงที่ลอว์และเดรกพบเจอมาทั้งชีวิต

 

 

รัฐบาล ทหาร หรือแม้แต่ตำรวจ เหล่าผู้พิทักษ์ที่ใครๆ ต่างก็ให้การยอมรับและหวั่นเกรงในอำนาจ ภายใต้ชื่อแห่งความดีนั้น น้อยคนนักที่จะล่วงรู้ถึงความเน่าเฟะของเครื่องแบบสีขาว

 

 

...สิ่งนั้นทำให้เดรกหมดความศรัทธา

 

 

“แล้วจะเอายังไงต่อ?” ลอว์ถามขึ้นมา เดรกเงยหน้ามองเจ้าของคำถามด้วยแววตาที่รู้กันว่าเขายังไม่มีคำตอบสำหรับเรื่องนี้

 

 

ลอว์เข้าใจในสภาพของเดรกตอนนี้ ในฐานะคนที่เคยคบค้ากันมานาน ก็อยากเสนอทางออกให้อยู่หรอก แต่เส้นทางของพวกเขาก็ไม่ได้ดีไปกว่าสิ่งที่เดรกกำลังเผชิญอยู่ จะให้ถอนตัวและไปใช้ชีวิตสงบๆ ในเมืองก็ท่าจะไม่รอด เพราะเดรกได้กลายเป็นบุคคลในหมายจับเรียบร้อยแล้ว

 

 

ความเงียบเข้าปกคลุมจนกระทั่งลอว์เอ่ยขึ้นอีกครั้ง

 

 

“เอ้อ จริงสิ...นายพบฮอว์คิ้นส์แล้วใช่ไหม?”

 

 

“ใคร?” เดรกเลิกคิ้วถามด้วยความฉงน

 

 

“อะไร? ก็หมอนั่นเป็นคนโทรตามฉันให้กลับมาดูอาการนาย เพราะเห็นว่านายฟื้นแล้ว...ฉันล่ะนึกว่าพวกนายทำความรู้จักกันแล้วเสียอีก” ลอว์ที่เห็นสีหน้าเดรกก็พอจะเดาออก แต่ก็มานึกเข้าใจภายหลังว่าเดรกจะเป็นอย่างนี้ก็ไม่แปลก เพราะขานั้นไม่ใช่คนช่างพูดอะไรนัก

 

 

เดรกนึกตามที่ลอว์บอก เขาจำได้ถึงใบหน้าของร่างโปร่งเพียงคนเดียวและเป็นคนแรกที่เขาตื่นขึ้นมาพบหน้า

 

 

ชื่อฮอว์คิ้นส์งั้นเหรอ...

 

 

“อยากกินอะไรที่มีประโยนช์หน่อยไหม? ออกจากห้องนี้ไปเลี้ยวขวา สุดปลายทางคือห้องอาหาร...หรือจะเดินชมฐานก็ไม่ว่ากัน” ลอว์ส่งยิ้มอย่างรู้งาน โยนเสื้อให้กับคนที่นั่งบนเตียงก่อนจะเดินออกไปในอีกทางหนึ่งของทางเดินด้านนอก

 

 

เดรกสวมเสื้อให้ตนเอง เขาก้าวเดินไปตามทางเดินที่เย็นเฉียบ ลักษณะการออกแบบทำให้เดรกพอจะรู้ว่าเขาอยู่ในฐานที่ไม่ธรรมดา ตัวเลือกที่พอจะนึกออกคือฐานกบดานเก่าของลอว์เมื่อครั้งสมัยยังถูกขังในกรง

 

 

หลังตื่นนอนเต็มอิ่ม กระเพาะคนเราย่อมเรียกหาอาหารเป็นอย่างแรก เดรกเลือกที่จะไปห้องอาหารก่อนออกสำรวจ เพราะไม่ได้มานาน จะขอจดจำทางหนีทีไล่ไว้หน่อยก็ไม่เสียหายอะไร

 

 

ระบบป้องกันถูกปลดล็อคอยู่ เดรกสามารถเข้าไปได้ง่ายเพียงผ่านเซ็นเซอร์ตรวจจับสิ่งมีชีวิต เมื่อประตูเปิดออก เขาเห็นลูกน้องคุ้นตาของใครหลายๆ คนนั่งจับกลุ่มรวมกันในบรรยากาศสบายๆ เป็นกันเอง โดยแบ่งหน้าที่กันอย่างรู้งาน

 

 

“โอ้! คุณเดรกรู้สึกตัวแล้วสินะครับ เชิญทางนี้เลยครับ หัวหน้าสั่งกำชับเรื่องอาหารของคุณเอาไว้” ชายร่างสมส่วนในหมวกสีพาเทลเดินเข้ามาเรียกเดรกดึงไปนั่งที่ถูกที่ควร

 

 

อ่าฮะ ยังไงคนเป็นหมอก็ยังเป็นหมอวันยั่งค่ำ

 

 

แถมเคร่งครัดเสียจนนึกทีไร ก็ยังอดสงสัยไม่ได้อยู่ดีว่าเจ้าหนูนั่นใช้วิธีไหนรับมือคนเจ้าระเบียบแบบลอว์ได้

 

 

ไม่ชืดเท่าโรงพยาบาลทั่วไป นับว่ายังพอมีรสชาติให้อร่อยกับช่วงเวลาแสนสั้นบ้าง ระหว่างรออาหารย่อย เดรกสอบถามจากคนอื่นๆ ในห้องอาหาร จนได้รู้ว่าตนยังอยู่ในแผ่นดินบ้านเกิด แต่อยู่ในฐานลับซึ่งสร้างฝังตัวในภูเขาสูงที่มีหิมะปกคลุมช่วยบดบังห่างไกลจากสายตาของพวกทหาร

 

 

โชคดีที่ฐานนี้ยังพอเหลือกระแสไฟฟ้าไว้ใช้งานได้อีก และไม่มีส่วนไหนถูกทำลายไป ฐานอันเป็นที่มั่นหลักในการทดลองและรักษาจึงมีอุปกรณ์พร้อมพอที่จะช่วยชีวิตกลับมาได้ทัน

 

 

แต่ก็ยังมีสิ่งที่เดรกไม่เข้าใจอยู่ดี...อะไรทำให้ลอว์มาอยู่ที่นี่? และทำไมถึงรู้ว่าเขาจะเป็นอะไร?

 

 

ความคิดของเดรกโดนฉุดไว้ด้วยเสียงเพลงคลาสสิก เขาเผลอเดินตามเสียงเพลงที่แต่งได้อย่างสมบูรณ์ไปจนพบกับห้องๆ หนึ่ง ซึ่งออกแบบไว้เป็นห้องนั่งเล่น มีโซฟาตัวยาวเรียงหันเข้าหากันเป็นสี่มุม มีตู้หนังสือ เครื่องเล่นเสียง ทีวีแบบทัชสกรีนติดผนัง เครื่องปรับอากาศที่ให้อุณหภูมิกำลังดี หมอนและผ้าห่ม รวมทั้งของใช้อื่นๆ ที่พบเห็นได้ทั่วไป

 

 

และผู้จับจองใช้ห้องนี้อยู่นั้นคือชายร่างโปร่งผมสีทอง ซึ่งกำลังนั่งอ่านหนังสือที่มีลวดลายเป็นตราสัญลักษณ์บางอย่างที่คล้ายไพ่ นั่งไขว้ขาอยู่บนโซฟาผ้านุ่มตัวหนึ่ง

 

 

ต้นตอเสียงเพลงคือเจ้าเครื่องเล่นเสียงที่เล่นแบบต่อเนื่อง...

 

 

“คุณควรใส่รองเท้าไว้” ริมฝีปากเอื้อนเอ่ย แม้ดวงตาและสีหน้าจะไม่เปลี่ยนแปลงใดๆ ก็ตาม

 

 

เดรกค่อนข้างเกร็งตัวอยู่บ้าง เขาเดินเข้าไปนั่งร่วมห้องด้วย โดยเลือกจุดที่เหมาะสมที่สุด “เอ่อ...พอดีผมหามันไม่ได้”

 

 

“คุณจะหามันได้ ถ้าคุณถามกับคนที่คุณรู้ว่าใคร” อีกฝ่ายโต้กลับมาด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง ยิ่งทำให้เดรกหวั่นใจ ความเป็นสุภาพบุรุษในตัวของเขามันทำงานด้วยจิตสำนึกที่ดี เพราะน้ำเสียงและสีหน้าของชายคนนี้ ทำให้เดรกไม่สามารถบอกได้ว่าตัวตนของเขาไปสร้างความเดือดร้อนอะไรให้อีกฝ่ายหรือไม่

 

 

“คือ...คุณชอบอ่านหนังสือเหรอ?” เดรกเริ่มหาเรื่องคุย ตัวเขากำลังกระสับกระส่ายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

 

 

“ไม่ได้ชอบ...แต่ก็ไม่ได้เกลียด”

 

 

“งั้นคุณชอบอะไรล่ะ?” เดรกถามต่อ เรียกสายตาเรียบนิ่งละจากตัวอักษรในหนังสือเล่มหนาออกมา ทอดมองเจ้าของคำถามนิ่งงัน

 

 

“...แล้วคุณชอบอะไรล่ะ?”

 

 

คำถามที่ย้อนคืนมาโดยไม่ทันตั้งตัว เดรกอึกอักเล็กน้อยก่อนจะบอก “ไม่รู้สิ...ตอนนี้คงเป็นผมของคุณ”

 

 

บาจิลยกมือขึ้นสัมผัสผมของตนเอง ปิดหนังสือที่อ่านฆ่าเวลาไปเก็บที่ กลับมานั่งอีกครั้งพร้อมวางกองไพ่ลงบนโต๊ะตรงกลาง เดรกมองกองไพ่นั้นด้วยสีหน้าไม่เข้าใจ

 

 

“การที่คุณมาอยู่ที่นี่ แสดงว่าคุณกำลังตามหาอะไรบางอย่างอยู่”

 

 

เดรกไม่ปฏิเสธข้อกล่าวหานั้น

 

 

“...สับไพ่สิ”

 

 

แม้จะงงๆ แต่เดรกก็ยอมทำตามที่บาจิลบอก เขาสับไพ่ และเลือกไพ่จากกองไพ่โดยที่ยังคว่ำอยู่ เรียงเป็นรูปตามที่อีกฝ่ายบอกจนครบจำนวน

 

 

มือเรียวเอื้อมเปิดไพ่ทีละใบตามลำดับ ริมฝีปากเอ่ยความหมายและบทสรุปของการทำนายทั้งหมด

 

 

“ชีวิตของคุณเรียบง่าย และธรรมดา...เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ซึ่งมาจากการตัดสินใจครั้งสำคัญ...คุณกำลังเศร้าและเสียใจกับสิ่งที่เป็น...คุณมีพวกพ้องที่พึ่งพาได้ แต่ไม่สามารถขอความช่วยเหลือได้...คุณเป็นคนหัวรั้น ใจกล้า และเด็ดเดี่ยว...คุณจะพบอุปสรรคมากมายกับเส้นทางที่เลือกเดิน...คุณจะพบสิ่งที่จะช่วยปลดปล่อยคุณ”

 

 

บาจิลเปิดไพ่และเชื่อมความไปตามโชคชะตาที่ไพ่กำหนด จนกระทั่งมาถึงใบสุดท้าย ร่างโปร่งทอดมองมันเรียบนิ่ง หยิบคว้าไพ่ใบสุดท้ายนั้นขึ้นมามองในระดับสายตา...อย่างชั่งใจ

 

 

“อะไร?” เดรกถามด้วยใจที่นึกหวั่น เนื่องจากน้ำเสียงนุ่มน่าฟังนั้นหยุดชะงักไปดื้อๆ

 

 

บาจิลมองเดรกที่นั่งอยู่ตรงข้าม เขาพลิกหน้าไพ่ใบสุดท้ายให้อีกฝ่ายเห็น “...คุณจะได้พบกับคนในโชคชะตา และเปลี่ยนแปลงอนาคตไปด้วยกัน”

 

 

เดรกที่ได้ฟังก็โล่งใจไปเปราะหนึ่ง เพราะมันไม่ใช่ข่าวร้ายอย่างที่เขานึกพรั่นพรึง อดีตนายทหารคลี่ยิ้มอ่อน รู้สึกประทับใจกับการทำนายดวงชะตาครั้งแรกของตนเอง

 

 

“คุณเห็นมันจริงๆ ใช่ไหม?”

 

 

“โชคชะตาจะอธิบายทุกอย่างด้วยตัวของมันเอง”

 

 

“งั้น...คุณก็คือคนในโชคชะตาของผม”

 

 

บาจิล ฮอว์คิ้นส์ สบตาคู่สนทนาด้วยแววตาเรียบนิ่งเช่นเดิม...แต่ภายในกลับปั่นป่วน ตั้งแต่เห็นภาพไพ่ใบสุดท้าย ร่างโปร่งคว้าเก็บไพ่เข้าสำรับ จากนั้นก็ลุกเดินเตรียมก้าวกลับห้องพักของตัวเอง เดรกที่เห็นดังนั้นก็รีบลุกขึ้นเอ่ยรั้งอีกฝ่ายไว้

 

 

“เดี๋ยว!”

 

 

“...” บาจิลทำเพียงหันมอง

 

 

“ผมของคุณ...ผมชอบมันจริงๆ นะ”

 

 

ไร้ความเห็นและสีหน้าใดๆ บาจิลเดินกลับห้องของตัวเองไปโดยไม่กล่าวคำล่ำลาใดๆ ทั้งสิ้น ...เพราะเขารู้ตัวดีว่านับจากนี้ เขาและชายคนนั้นต้องผูกเกี่ยวพันกันแน่นแฟ้นกว่านี้แน่

 

 

นับจากวันนั้น เดรกพักรักษาตามคำสั่งของลอว์จนกลับมาแข็งแรงดี ซึ่งในช่วงนั้นฝ่ายหมอเจ้าของคนไข้กลับมาอาการอ่อนเพลียเสียเอง เดาได้ไม่ยากเลยว่าเป็นฝีมือของใคร บรรยากาศแบบครอบครัวคือสิ่งที่เดรกชื่นชอบ แต่เขาไม่สามารถเรียกร้องจากพวกเขาเหล่านี้ได้ ด้วยสถานะที่ไม่เอื้อยอำนวย...และนั่นก็เป็นสิ่งที่ทำให้เขาพลาดพบใครบางคนมาโดยตลอด

 

 

พันธมิตรที่สำคัญคนหนึ่งของลอว์ รับหน้าที่เป็นฝ่ายข่าวกรอง สนับสนุนทุกรูปแบบ และเดรกก็เล็งเห็นว่ามันเหมาะกับอีกฝ่ายดี

 

 

“ติดใจขนาดนั้นเชียว?” ลอว์ก้าวเข้ามาพร้อมยื่นแก้วกาแฟร้อนให้

 

 

เดรกยกมันขึ้นจิบพอเป็นพิธี สายตาของเขาทอดมองทะเลที่ส่องประกายงดงาม อากาศที่อุ่นสบายกำลังดี ชวนให้ผ่อนคลายจนนึกอยากล้มตัวบนที่นอนนุ่มๆ

 

 

“ก็นะ...” รอยยิ้มคือคำตอบของทุกสิ่ง

 

ลอว์ตบบ่ามิตรสหายเก่า เดินถือแก้วกาแฟออกไปด้านนอกที่กำลังเอะอะกันยกใหญ่โดยมีร่างสูงเจ้าของผมสีแดงเป็นแกนนำ

 

 

พวกเขากำลังพักร้อนอยู่ที่เกาะทางใต้ น้ำทะเลใส หาดทรายเป็นสีขาวละเอียด บ้านพักตากอากาศแบบคลาสสิก ความสงบสุขที่ช่างหาได้ยากนัก...โดยเฉพาะกับคนที่รัก

 

 

เดรกเก็บแก้วกาแฟที่ว่างเปล่าไปล้าง ขอพักมือจากเรื่องวุ่นวายเข้าห้องนอนของเขากับใครอีกคน ...เส้นผมสีทองสยายบนหมอนใบโต ร่างโปรงขดตัวอยู่ภายใต้ผ้าห่มผืนหนาราวกับเป็นดักแด้ เดรกค่อยๆ ล้มตัวนอนสวมกอดจากด้านหลัง ฝังจมูกลงแนวลาดไหล่ขาวไร้อาภรป้องกัน เก็บเกี่ยวช่วงเวลสแสนสุขให้ได้มากที่สุด ก่อนที่จะต้องกลับไปทำงานในคณะปฏิวัติที่มีเรื่องเข้ามาให้ทำไม่หยุดหย่อน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

...

......

............แถม

 

 

“เพื่อนของนายกำลังเป็นอันตราย” คำพูดของบาจิลกล่าวด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบก็จริง แต่ทุกคนฟังออกว่านั่นคือเรื่องจริงที่ควรซีเรียส

 

 

“นายหมายถึงใคร?” คิดตวัดเสียงถาม โดยมีอารมณ์หงุดหงิดเพราะถูกทำลายช่วงเวลาสำคัญทิ้งร่วมด้วย หากไม่สำคัญจริงเขาจะไม่รับรู้เรื่องนี้เด็ดขาด!

 

 

“ฉันไม่รู้จักเขา....แต่นายรู้จัก” มองไปที่ลอว์ก่อนจะกล่าวต่อ “ในที่ๆ เต็มไปด้วยหิมะสีขาว”

 

 

คนเดียวที่ลอว์นึกออกว่าเป็นใคร ไม่ต้องเสียเวลาถามซ้ำ ลอว์ตัดสินใจยกเลิกแผนงานทั้งหมด เพื่อไปยังสถานที่นั้น โดยมีบาจิลคอยสนับสนุนบอกตำแหน่งที่แน่นอน แม้จะมีเสียงค้านอยู่หนึ่ง...แต่จะสู้อะไรได้กับสองเสียง และเสียงอื่นๆ ที่ทยอยสมทบตามกันมาจนทำให้เจ้าของเสียงค้านเพียงคนเดียวหงุดหงิดตลอดจนจบงาน และแน่นอนว่าเขาต้องการเรียกคืนค่าเสียหายทั้งหมดคืน

 

 

 

 

 

 

FIN

 

************************

ครั้งแรกเลยจ้าที่มาแบบเต็มกับคู่นี้ ^3^/

แต่งยากนะ เพราะไม่ค่อยมีโมเมนต์ออกมาให้จิ้น คาแรกเตอร์ของตัวละครยิ่งเอาแน่เอานอนไม่ได้ใหญ่ คิดหลายตลบอยู่ค่ะว่าควรจะวางพี่คิ้นส์ไว้เช่นไรดี? ///สุดท้ายก็ได้แค่นี้แหละค่ะ Orz

 

ขอบคุณที่สละเวลามาอ่านนะคะ

 

 

Comment

Comment:

Tweet

ชอบมากกกก ตามหาคู่นี้มานานแสนนานนน
เดวนี้ไม่มีใครแต่งเลยยยยยยยยยย
เป็นคู่ที่มีโมเม้นดีงามมมม
แบบผู้ใหญ่ๆ ตรงๆใช้ความเข้าใจ และไว้ใจกันมากก
แถมอบอุ่นกันแบบสุดๆอีกต่างหาก
หลงรักมากๆๆๆๆ ขอบคุณนะค่ะะะ

#2 By bam on 2015-04-14 16:47

เชรดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด

ท่านฮิน้าาาาาาาาาาาาาาา//พุ่งเข้ากอด

ชอบอ่ะ ชอบอ่ะ ชอบอ่ะะะะ

ชอบโมเมนท์แบบนี้อ่ะ คือมันเป็นโมเมนท์ที่หาไม่ได้แล้วในคู่ไหนๆ มันมีความเป็นผู้ใหญ่ ลึกลับๆ ดราม่านิดๆ อีกคนรู้ในสิ่งที่อีกคนไม่รู้ อีกคนรู้ความรู้สึกตัวเอง และที่สำคัญคือไม่มีใครซึน(ฮาาา)

ต๊ะล๊ากกกกกกกกกกก<<<วิบัติเพื่อเสียง

#1 By valentearz on 2015-04-08 10:44

Categories