Hina_Sakura View my profile

[One Piece] Relationship (Yaoi)

posted on 13 Mar 2015 00:59 by lovealaude in One-Piece

Title  ::  Relationship

Story  ::  AU Fic – One Piece

Paring  ::  Donquixote Doflamingo  x  Donquixote Rosinante (Corazon)

Rate  ::  PG-NC 15 (รึเปล่า?)

Warning  ::  เวิ่น & เพ้อ เป็นที่สุดค่ะ

_*_*_*_*_*_*_*_*_*_*_*_*_*_*_*_*_*_*_*_*_*_*

 

 

 

ดองกีโฮเต้...ตระกูลขุนนางในระดับสูง

 

 

เป็นตระกูลของขุนนางที่เรียกได้ว่ามีการบริหารที่ดีจากใจของผู้นำตระกูลคนปัจจุบัน หากต้องถูกจับเป็นทาส หรือเหล่าทาสด้วยกันเองยังปรารถนาที่จะมารับใช้ตระกูลนี้ เพราะอย่างน้อยชายที่มีรอยยิ้มอ่อนโยนและไมตรีจิตที่ดีต่อเหล่าเพื่อนมนุษย์ แม้จะเป็นทามหรือคนรับใช้ก็ไม่ดูถูกดูแคลนหรือปฏิบัติเช่นเยี่ยงสัตว์เดียรัจฉานเหมือนตระกูลขุนนางทั่วไป

 

 

บรรยากาศล้วนอบอุ่น ราวกับเป็นครอบครัวเดียวกัน ทาสที่หลุดมาในเขตคฤหาสน์นี้ล้วนได้รับรอยยิ้มกลับมา เห็นซึ่งทางสว่างขึ้นบ้างจากการต้องทุกข์ทรมานเนิ่นนานดุจนรกจากความโหดร้ายของตระกูลขุนนางอื่นๆ

 

 

ผู้นำตระกูลดองกีโฮเต้รุ่นนี้ช่างเปี่ยมไปด้วยความอ่อนโยน และรักเพื่อนมนุษย์อย่างเท่าเทียมจากใจจริง เหล่าทาสและผู้ใต้อำนาจจึงยินยอมน้อมรับใช้โดยไร้ซึ่งข้อกังขาใดๆ ทั้งสิ้น

 

 

ไม่เพียงผู้นำเท่านั้นที่น่ายินดี ภรรยาที่ตบแต่งเข้ามาก็เป็นผู้ที่มีจิตใจอ่อนโยน ใจดีและคอยดูแลเป็นกำลังใจให้แก่บรรดาคนรับใช้ทุกคน

 

 

ในคฤหาสน์หลังนี้ ไม่มีใครได้รับความทุกข์ทรมาน ทุกชีวิตดำเนินไปอย่างปกติสุขเช่นบรรยากาศ ‘ธรรมดา’ ที่สามารถพบเห็นได้ตามสามัญชนทั่วไป

 

 

...จนกระทั่ง

 

 

“แงงงงง!!!”

 

 

“คุณคะ...เด็กผู้ชายล่ะ” หญิงสาวผู้มีดวงตาอ่อนโยนทอดมองลูกน้อยในอ้อมกอด หลังจากต้องอดทนต่อความเจ็บปวดมายาวนาน ในที่สุดเธอก็ได้เห็นและได้ยินเสียงแรกเกิดของบุครชายคนแรก

 

 

“ใช่...เธอพยายามได้ดีมากเลยนะ” ชายหนุ่มเอ่ยกับภรรยาแสนน่ารักของตน เขาโอบกอดพวกเขาไว้อีกชั้น ทอดมองเด็กชายที่คลอดออกมาได้แข็งแรงสมบูรณ์ดีทุกประการด้วยความรักและห่วงหา

 

 

“เราจะให้เจ้าชื่อว่า...โดฟลามิงโก้”

 

 

เด็กชายในวันนั้น...เติบโตตามกาลเวลา ได้รับความรักจากทั้งมารดาแสนอ่อนโยน และบิดาผู้เปี่ยมไปด้วยความยุติธรรม ไมตรีจิตที่ดี

 

 

ทว่า...พวกเขาไม่ทันตระหนักถึงสิ่งเหล่านี้ไม่อาจช่วยปกป้องเด็กชายจากสังคมที่แสนน่ากลัวได้ทุกอย่าง

 

 

ไม่กี่ปีต่อมา เด็กชายได้รู้ว่าตนมีน้องชายในวันที่มารดาเรียกเข้ามาดูใบหน้าผู้เป็นน้องชายใกล้ๆ ดวงตาที่ยังใสซื่อมองดวงหน้าอ่อนเยาว์ของทารกตัวน้อยด้วยแววตาเป็นประกาย ยามที่เห็นเปลือกตาขยับหยุกหยิกปรือขึ้นมอง ดวงแก้วสุกใสสีฟ้าอ่อนทอดมองผู้เป็นพี่ชายกลับ ก่อนที่มุมปากเล็กเป็นกระจับได้รูปจะยกยิ้มขึ้น

 

 

อุ้งมือเล็กที่พยายามยื่นหาพี่ชาย ได้รับการตอบรับสัมผัสจากฝ่ามือที่ใหญ่กว่า มือป้อมกำรอบนิ้วก้อยของผู้เป็นพี่ชายไว้แน่น

 

 

วินาทีนั้นเอง ที่กล่องดวงใจของผู้เป็นพี่ได้เต้นด้วยความเต็มตื้นดีใจจนอดไม่ได้ที่จะคลี่ยิ้มกว้าง ยอมรับน้องชายคนนี้จากหัวใจ

 

 

“น้องของลูก...โรซินันเต้ไงจ๊ะ” มารดาเอ่ยพร้อมรอยยิ้มกว้าง เธอทอดมองลูกชายทั้งสองด้วยความเอ็นดู

 

 

ลูกชายอันเป็นที่รักของเธอทั้งสอง...

 

 

เด็กชายได้เติบโตไปพร้อมกับน้องชาย คอยดูแลไม่ห่าง ไม่ว่าจะยามตื่น ยามนอน อ้อมกอดของพวกเขาสองพี่น้องไม่เคยจากกันแม้เพียงเสี้ยววินาที

 

 

บิดา และมารดาต่างมองด้วยความเอ็นดู โดยเฉพาะมารดา...เธอดีใจที่ลูกชายคนโตของเธอรักน้องชายมากมายถึงเพียงนี้ จนเธอแทบไม่เหนื่อยที่ต้องดูแลลูกชายคนรองที่เกิดมาให้หลัง เพราะพี่ชายแสนรักแสนหวงเฝ้าประคบประงมแทบทุกวินาทีเช่นนั้น

 

 

ฝ่ายบิดาเองก็ยังแอบแซวไม่ได้ เพราะเด็กชายไม่ยอมให้ใครแตะต้องผู้เป็นน้องได้ง่ายๆ กระทั่งกับพ่อและแม่ยังหวงจนออกนอกหน้า กลัวว่าน้องจะบอบช้ำบ้าง กลัวว่าผิวเนียนนุ่มของน้องจะหม่นหมองบ้าง จนทำให้ผู้ปกครองทั้งสองอดไม่ได้ที่จะคอยแซวคอยล้อเด็กชายที่กลายเป็นคนติดน้องไปเสียแล้ว

 

 

“โด...โดฟลา...อา” คำแรกที่เฝ้ารอ คำพูดแรกของเด็กน้อยที่เฝ้าดูแลมาด้วยตนเอง เด็กชายนั่งลุ้นจนตัวโก่งเช่นเดียวกับบิดาและมารดาทั้งสองซึ่งแอบยืนดูอยู่ห่างๆ

 

 

“โด...อา...ฟี่”

 

 

“อีกนิดเดียว...พยายามเข้านะ” เด็กชายเผลอกำมือแน่น เอ่ยเสียงกระซิบให้กำลังใจทั้งตนเองและน้องชายที่จ้องตาแป๋วมาที่ตน

 

 

ริมฝีปากน่ารักขยับเอ่ยอีกครั้ง

 

 

“โด...ฟี่...ดอฟฟี่!

 

 

รอยยิ้มกว้างดุจแสงตะวันอันเจิดจ้า เด็กน้อยยิ้มจนแก้มปริ สองมือยื่นออกหมายจะคว้ากอดผู้เป็นพี่ชาย ร่างกายเล็กๆ ขยับอย่างยากลำบาก ทุลักทุเลแต่ก็แสดงให้เห็นถึงสิ่งที่พยายาม...จนสามารถคลานเข้าไปกอดซุกอกของผู้เป็นพี่ได้ รอยยิ้มถูกส่งให้พี่ชายเช่นเดียวกับดวงแก้วใสที่เป็นประกายด้วยความดีใจ

 

 

เด็กชายที่นิ่งงันไปนานค่อยๆ ขยับยิ้มกว้างช้าๆ สองแขนยกโอบรัดน้องชายแผ่วเบา ทว่าเปี่ยมไปด้วยความรัก ยินดีกับความสำเร็จที่สามารถทำให้น้องชายเอ่ยเรียกตนเองได้เป็นคนแรก

 

 

...ถึงจะไม่ถูกเสียทีเดียวก็ตาม

 

 

“อื้อ...ดอฟฟี่ก็ดอฟฟี่...งั้น...พี่จะเรียกนายว่า...เอ...อ๊ะ! โรซี่ แล้วกันนะ!”

 

 

“เอ้! ดอฟฟี่!”

 

 

“ฮะๆ”

 

 

รอยยิ้ม...ยังคงมีไปตลอด ความสงบสุขที่ไม่อาจพานพบจากตระกูลขุนนางแห่งไหนได้อีก

 

 

บิดาและมารดาเข้ามาสมทบภายหลัง แม้จะแอบเศร้าที่ลูกชายคนโตหวงถึงขั้นไม่ยอมให้น้องชายเอ่ยเรียกคำไหนออกมาก่อนนอกจากชื่อของตนเอง แต่พวกเขาก็ยินยอมพร้อมรับความสุขเหล่านี้

 

 

เฝ้าอธิษฐานเหลือเกินว่าจะไม่มีสิ่งใดมาพรากความสุขนี้ไปจากพวกเขา...ความหวัง ความปรารถนา และความไว้วางใจ ทำให้มนุษย์เราไม่ทันรู้สึกตัวถึงภัยที่อาจคุกคามมาในภายภาคหน้าได้

 

 

เด็กชายทั้งสองเติบโตไปด้วยกัน...แต่ด้วยความที่น้องชายถูกพี่ชายดูแลอย่างประคบประงมมาตลอด จึงมีนิสัยติดพี่ชายแจ ไม่แพ้ผู้เป็นพี่ชายเลย และค่อนข้างร้องไห้เก่ง ซึ่งผู้เป็นพี่ก็ยินยอมที่จะเข้าไปปลอบและเป็นกำแพง เป็นที่พึ่งให้กับน้องชายเสมอ ไม่รู้สึกเหนื่อยแม้สักวินาทีที่ต้องคอยจับมือน้อยๆ นี้ไปไหนมาไหนด้วยกันตลอดเวลา...ไม่แม้แต่จะรู้สึกรำคาญ

 

 

มันไม่ใช่ความรู้สึกด้านลบเลยแม้แต่น้อย

 

 

หากวินาทีไหนที่ดวงตาคู่นี้ของเด็กชายไม่เห็นร่างน้องชายในครรลองสายตา เมื่อนั้นล่ะ...ที่ความรู้สึกด้านลบจะเกิดขึ้น

 

 

...และวันนั้นก็มาถึง

 

 

“ฮึก...แงงงงง!! ไม่เอา! ไม่ให้พี่ชายไปนะ!” โรซินันเต้หวีดร้องในอ้อมกอดของมารดา สองมือพยายามไขว่คว้าหาพี่ชายที่กำลังถูกผู้ชายในชุดสูทพาขึ้นรถ

 

 

“ไม่ต้องห่วงนะโรซี่! พี่จะกลับมาหาน้องแน่ๆ!!” โดฟลามิงโก้ดิ้นขลุกขลักภายใต้การคุมตัวของชายในชุดสูทที่เข้ามาจับกุมตัวเขา...เนื่องด้วยเหตุผลที่ว่า อายุถึงวัยคู่ควรได้รับการศึกษาแล้ว

 

 

มารดากอดรัดลูกชายคนรองด้วยสีหน้าเศร้าโศก หยาดน้ำตาซึม หัวใจของเธอหวีดร้องไม่แพ้ลูกชาย ทั้งที่เธอและสามีพยายามหลีกเลี่ยงมาโดยตลอดแท้ๆ แต่คนพวกนั้นก็ยังสามารถรู้ถึงสิ่งที่พวกเธอพยายามปกป้อง

 

 

บิดาทำได้แค่มองตามควันรถที่ลอยจางลับตาออกไปจากคฤหาสน์ แม้แต่เหล่าคนใช้เองต่างก็แสดงถึงความเศร้าเสียใจที่คุณหนูคนโตต้องไปดูภายใต้การดูแลของคนไร้หัวใจพวกนั้น

 

 

พวกเขาทำได้เพียงภาวนา...ภาวนาไม่ให้ความมืดมิดนั้นกลืนกินเทวาดาตัวน้อยๆ ของพวกเขาให้กลายเป็นปีศาจเช่นกลุ่มคนเหล่านั้น

 

 

นับจากวันนั้น...คฤหาสน์ของตระกูลดองกีโฮเต้ก็ไม่เคยสงบสุขอีกเลย

 

 

ทุกวันจะมีเสียงร้องไห้ของเด็กชายซึ่งเป็นคุณหนูคนรองหวีดร้องเพรียกหาผู้เป็นพี่ชายไปทั่วคฤหาสน์ ทั้งบิดาและมารดาก็ไม่อาจปลอบจิตใจที่บอบช้ำของลูกชายได้สำเร็จ

 

 

หัวใจของเด็กน้อยถูกทำร้ายจนถึงที่สุด หยาดน้ำตาเหือดแห้ง เปลี่ยนจากวิ่งหาเป็นนั่งเฝ้ามองทุกวันที่หน้าประตูของคฤหาสน์แทน ดวงแก้วที่เคยสุกใสทอดมองประตูรั้วเหล็กดัดลายวิจิตรด้วยความหวังสุดท้ายที่มีอยู่

 

 

สร้างความเศร้าโศกเสียใจแก่บิดาและมารดา รวมไปถึงคนรับใช้จนบรรดาทาสที่รับมาฝีกทำงานรับใช้ภายใต้ตระกูล คุณหนูคนรองที่เป็นความภาคภูมิใจของทุกคนเช่นเดียวกับคนโตที่ถูกพรากจาก...ตอนนี้ต้องเหลือเพียงคนเดียวโดยไม่มีใครให้พึ่งพิงอีก

 

 

จนในที่สุด...มารดาไม่อาจทนต่อความโศกเศร้าได้อีกต่อไป

 

 

เธอเข้าหาลูกชายคนรอง บอกปลอบทุกวิถีทาง ทำกระทั่งยอมนั่งรอบุตรชายคนโตเป็นเพื่อนลูกชาย คอยเฝ้าพูดคุย เธอพยายามเรียกขวัญกำลังใจของลูกชายกลับมา โดยมีเหล่าคนรับใช้และสามีของเธอคอยช่วยเหลือเท่าที่ทุกคนจะสามารถทำได้

 

 

“เชื่อแม่สิจ๊ะ...พี่เขาไม่มีวันทิ้งหนูไปแน่ พี่เขาจะต้องกลับมาหาหนูแน่นอน”

 

 

คำพูดของมารดาที่เฝ้าพร่ำบอก ค่อยๆ ดึงเด็กน้อยให้กลับมาอีกครั้ง แม้จะยอมทานน้ำทานข้าว วิ่งเล่น อ่านหนังสือหรือทำกิจกรรมอื่นใดเป็นปกติ...แต่เด็กน้อยก็ไม่เคยออกห่างไปจากประตูทางเข้า-ออกของคฤหาสน์เลย

 

 

ห้องนอนของเด็กน้อยถูกย้ายลงมาไว้ชั้นแรก ใกล้ทางเข้า-ออกมากที่สุด กำแพงที่เคยหนาทึบถูกตัดกะเทาะออกเพื่อทำเป็นหน้าต่าง ทำให้สามารถมองเห็นวิวด้านนอกบริเวณลานด้านหน้าคฤหาสน์ได้ง่าย

 

 

เฝ้ารอ...หวังว่าจะเห็นร่างของผู้เป็นพี่ชายเดินกลับมาพร้อมรอยยิ้ม

 

 

เฝ้าฝันถึง ไม่เว้นยามหลับนอน...เตียงที่เดิมมีเจ้าของถึงสอง ตอนนี้เหลือเพียงหนึ่ง มันจึงไม่ใช่เตียงที่นอนแล้วรู้สึกสบายตัวหรือหลับฝันดีได้อีก

 

 

เด็กน้อยจึงเฝ้ารอนับวันคืน จากปฏิทินเล็กๆ ที่ทำด้วยกันกับมารดา

 

 

ดินสอสีแดงขีดฆ่าตัวเลขทิ้งไปเมื่อหมดวัน...

 

 

วันแล้ววันเล่า

จากวันเป็นสัปดาห์

จากสัปดาห์เป็นเดือน

สี่เดือนผ่านไป...ในที่สุดหัวใจของเด็กน้อยก็ได้รับการเติมเต็ม

 

 

รถคันหรูแปลกตาวิ่งแล่นเข้ามาจอดเทียบลานด้านหน้าคฤหาสน์ ฝ่าเท้าเล็กสับขาวิ่งโร่จากห้องหนังสือลงมาถึงขั้นแรกได้ก่อนที่เหล่าคนรับใช้จะออกมาต้อนรับแขกเสียอีก

 

 

ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้ม ดวงแก้วใสปริ่มน้ำตาด้วยความยินดี ความหวังล้นปรี่ถึงความปรารถนาที่เฝ้าอ้อนวอนต่อพระเจ้าทุกคืน!

 

 

ฝ่ามือเล็กเปิดประตูออกเต็มแรง แสงจ้าสาดเข้ามาก่อนที่ดวงแก้วใสจะปรับตัวได้ทัน เด็กน้อยเห็นร่างของผู้ที่เฝ้าคิดถึงค่อยๆ ก้าวลงมาจากเบาะหลังของรถ...และ ณ วินาทีที่ดวงแก้วใสปรับภาพตามแสงได้ รอยยิ้มก็ค่อยๆ จางหายไปจากดวงหน้าของเด็กน้อย

 

 

“พี่...ชาย?”

 

 

เด็กชายสวมเสื้อผ้าสีฉูดฉาด สองมือล้วงเก็บไว้ในกระเป๋ากางเกงทั้งสองข้าง ท่วงท่านั้นสง่าในแบบของขุนนางผู้หยิ่งยะโส ดวงตาคู่คมถูกกรอบแว่นสีทึบบดบังไว้ สีหน้าที่มักจะผ่อนคลายและแต่งแต้มไปด้วยรอยยิ้มนั้น บัดนี้มุมปากกลับกดลง บรรยากาศรอบตัวดูตรึงเครียดจนไม่สามารถเข้าไปใกล้ได้

 

 

นี่ใช่พี่ชายของเขา...ใช่ไหม?

 

 

“เชิญครับ อีกหนึ่งอาทิตย์ให้หลังพวกเราจะมารับท่านกลับนะครับ” คนสวมสูทกล่าวเสียงเรียบ

 

 

“เออ รู้แล้วน่า” เด็กชายตอบรับเสียงกระด้าง

 

 

น้ำเสียงและคำพูดที่ห่างเหินจากพี่ชายที่เด็กน้อยเคยรู้จักเหลือเกิน

 

 

คืนนั้นบรรยากาศของตระกูลดองกีโฮเต้นั้นเงียบสงบกว่าทุกครั้ง หนักหนาสาหัสมากกว่าครามของคุณหนูรองที่เศร้าเสียใจเสียอีก

 

 

เด็กน้อยยืนมองการพูดคุยของบิดามารดากับผู้เป็นพี่ชายที่กลับมาห่างๆ เพราะบิดากล่าวขอไว้ว่าอยากจะขอคุยเป็นการส่วนตัว

 

 

ร่างเล็กรีบหลบซ่อนตัวเมื่อเห็นว่าผู้เป็นพี่ชายเดินกระแทกเท้าออกมาจากห้อง โชตดีที่เงาของบานประตูช่วยปิดบังตัวตนของเด็กน้อยไว้ ดวงแก้วใสแอบลอดมองผ่านช่องว่างเล็กๆ เห็นมารดาก้มซบใบหน้ากับฝ่ามือทั้งสอง ร้องไห้ส่งเสียงสะอื้นโดยมีบิดาที่มีสีหน้าเสียใจไม่แพ้กันกอดปลอบ

 

 

เกิดอะไรขึ้น?

 

 

เด็กน้อยเป็นกังวลถึงแขกคนนั้น หรือเขาจะไม่ใช่พี่ชายของเขากัน?

 

 

คฤหาสน์ที่เงียบสง