[AU Fic Inazuma] Paring or Opponent (4 คู่) - Ch 10 {End}
posted on 19 Apr 2012 15:14 by lovealaudeStory : Paring or Opponent
Paring : Kiyama Hiroto x Midorikawa ryuji / Goenji Shuya x Endou Mamoru / Kidou Yuuto x Kazemaru Ichiroto / Burn x Gazelle
Rate : PG-NC15
หมายเหตุ - ลงที่เด็กดีและเอ็คทีนค่ะ
****************
CHAPTER X …
19:00 น. (ต่างที่กัน...)
เอนโดนั่งมองใบหน้าที่ก้มเงียบมานานของร่างสูงที่อยู่ตรงหน้า...นึกย้อนไป ระหว่างที่เขากำลังจะออกจากรั้วประตูโรงเรียนก็โดนอีกฝ่ายมาดักหน้ารอ และก็โดนลากพาตัวมายังสวนสาธารณะที่เป็นทางผ่านจากบ้านเขาไปโรงเรียน และเป็นที่ๆ เขาชอบมาเล่นฟุตบอลในเวลาว่างด้วย
โชคดีที่อีกฝ่ายเปิดโอกาสให้เขาได้โทรบอกแม่ว่าอาจจะกลับดึก ไม่งั้นกลับไปเขาได้หูชาอีกแน่...
“...นายมีอะไรก็ว่ามา ถ้าไม่มีฉันจะได้ขอตัว” เอนโดบอกอย่างเซ็งๆ นั่งรอมาตั้งแต่ฟ้าเป็นสีส้มจนฟ้าเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินแล้วอีกฝ่ายก็ไม่ยอมเปิดปากพูดอะไรเสียที
“ฉันน่ะ...จะต้องย้ายโรงเรียน” โกเอนจิเอ่ยบอก
“อืม แล้ว?” เอนโดขานรับด้วยท่าทีสบายๆ เพราะเขารู้อยู่ล่วงหน้าแล้ว
“นี่นาย รู้อยู่แล้วเหรอ?” ร่างสูงถามเมื่อเห็นท่าทีสบายๆ นั้น
“อือ ก็แหงล่ะ ข่าวของคนเป็นคณะกรรมการอย่างพวกนายน่ะเร็วจะตาย” เอนโดบอกพลางมองใบหน้าของอีกฝ่าย แม้ว่าจะด้วยความที่มันมืดจนเกือบจะมองเห็นกันไม่ชัดแล้วก็ตาม
“เหรอ...” โกเอนจิกลับมาเงียบอีกครั้ง
ร่างบางมองท่าทางนั้นด้วยความเหนื่อยใจ...สรุปลากเขามาเพื่อพูดเรื่องนี้?
“นายมีอะไรจะพูดอีกไหม? ถ้าไม่มีฉันจะได้กลับเสียที” เอ่ยพร้อมทำท่าจะลุกขึ้น แต่ก็โดนแรงฉุดจากร่างสูงไว้ทำให้ต้องนั่งลงเหมือนเดิม
“นายไม่รู้สึกอะไรเลยเหรอ?” เสียงถามแผ่วเบาจากร่างสูง
แต่แม้จะเบาเพียงใด ในเวลานี้มันกลับดังชัดเจนอย่างไม่น่าเชื่อสำหรับเอนโด
“ระ-รู้สึกอะไร?” เอนโดถามทวน ขณะที่ก้อนเนื้อในอกมันเริ่มเต้นผิดจังหวะ
“เรื่องที่ฉันจะไปเรียนต่อที่เมืองนอกน่ะ”
“ทะ...ทำไมฉันต้องรู้สึกอะไรด้วย กีแล้วไม่ใช่เหรอ ได้ไปตั้งเมืองนอกเชียวนะ” เอนโดกล่าวด้วยน้ำเสียงที่สูงเพื่อปกปิดน้ำเสียงที่สั่นเทาของตน
ความจริง...มันรู้สึกเหงาขึ้นมาเมื่อได้ยินแบบนั้น
“งั้นเหรอ นายคิดแบบนั้นเหรอ?”
“อืม...ใช่” เอนโดพยายามทำเสียงให้ปกติที่สุด และบังคับให้ตนเองไม่เผลอไปกับสิ่งที่กลัวว่าจะถูกอีกฝ่ายจับได้เมื่อไหร่...
“ฉัน...ไม่เชื่อ” โกเอนจิบอกเสียงเรียบ สองมือประคองใบหน้าของร่างตรงข้ามดึงเข้ามาในระยะประชันชิดที่รู้สึกถึงลมหายใจกันได้
“นะ-นายจะทำอะไร!?” เอนโดถามเสียงหลง นึกขอบคุณที่เวลานี้มันมืดจัดแล้วจึงทำให้มองสีหน้าของอีกฝ่ายไม่ชัดดี
“ทำไมนายไม่หายใจ?” โกเอนจิถามพลางคลี่รอยยิ้มน้อยๆ
เขาไม่รู้สึกถึงลมหายใจของอีกฝ่ายกระทบมา ดังนั้นเขาจึงรู้ว่าร่างบางกำลังกลั้นหายใจอยู่ และสาเหตุคืออะไรก็พอจะเดาได้...
“อะ...อะ...พอได้แล้ว!!” เอนโดตะโกนพร้อมผลักร่างสูงออกห่างๆ จากตัวเอง จากนั้นก็รีบหายใจเอาอากาศเข้าปอดทันที เพราะถ้าเกินกว่านี้เขาตายแน่ๆ
“นายเขิน?” โกเอนจิเอ่ยบอก
“บ้าเรอะ นายเอาอะไรมารู้!” เอนโดเถียง เขารู้สึกว่าหน้าตัวเองมันร้อนๆ แปลกๆ
“งั้นนายอยู่เฉยๆ นะ”
“เอ๊ะ...เอ่อ...เฮ้ย นายทำอะไรเนี่ย!”
เอนโดที่ปรับสมองตามไม่ทันก็ตกใจเมื่อวงแขนแกร่งของอีกฝ่ายรัดตัวของเขาเอาไว้ อีกทั้งยังเอาใบหน้ามาแนบที่หน้าอกของเขาอีก
“กะ-โกเอนจินาย!...”
“ตรงนี้ เต้นเสียงดังมากเลย” โกเอนจิบอก ใบหน้านั้นมีรอยยิ้มพึงพอใจปรากฏอยู่ แต่ไม่มีใครรู้เพราะความมืด
“มันก็ต้องเต้นสิ ไม่เต้นฉันก็ตายน่ะสิ!”
“แต่มันเต้นรัวมากเลยนะ”
“อึ่ก...เอ่อ...”
คราวนี้เอนโดไร้คำแก้ต่างใดๆ เพราะมันเป็นความจริง ทั้งหน้าของเขาและหัวใจของเขามันเป็นแบบนี้ไปตั้งแต่เมื่อไหร่ ทั้งที่อีกฝ่ายคอยกลั่นแกล้งจนหัวปั่นอยู่เสมอแท้ๆ...
“นายทำแบบนี้ทำไม?” เอนโดถามเสียงแผ่ว ในใจหวังลึกถึงบางอย่างที่จะตอบกลับมา
“ทำไมเหรอ?” ร่างสูงไม่ยอมตามน้ำง่ายๆ
“ก็ถ้านายคิดจะแกล้งฉันอีกล่ะก็ ช่วยปล่อยทีเถอะ ฉันอยากกลับบ้านแล้วนะ” เอนโดบอก
“...ไม่ ฉันไม่ปล่อยหรอก” โกเอนจิบอกพลางรัดตัวเอนโดแน่นกว่าเดิม
“อึ่ก! นายคิดจะฆ่าฉันรึไง ฉันหายใจไม่ออก” เอนโดดิ้นเมื่อเหมือนเขาจะขาดอากาศหายใจไปเรื่อยๆ
“ถ้าเป็นไปได้ฉันล่ะอยากพานายไปด้วยจริงๆ” โกเอนจิบอกพลางซุกหน้าฟังเสียงเต้นของหัวใจของร่างที่เขากอดรัดอยู่
“จะบ้าเรอะ ใครจะไปกัน!”
“นี่...”
“อะ-อะไรอีกล่ะ?” เอนโดแทบเปลี่ยนอารมณ์ตามอีกฝ่ายไม่ทัน เดี๋ยวพูดกวนเดี๋ยวเสียงเศร้า จะเอายังไงกันแน่?
“...นายอยากให้ฉันไปจริงๆ เหรอ?”
เอนโดเงียบ...เขาคิดหาคำตอบให้คำถามที่ว่าไม่ได้จริงๆ ทั้งๆ ที่มันมีเพียงแค่สองตัวเลือกให้เขาเท่านั้น
เวลาผ่านไปนานจนคนที่รอเริ่มหงุดหงิด...
“ถ้ายังเงียบอยู่แบบนี้แสดงว่านายไม่อยากฉันฉันไป”
“ห๋า อย่าตัดสินเอาเองสิ!”
“งั้นก็บอกมาสิ ว่าอยากรึไม่อยาก?”
เอนโดมองใบหน้าของร่างสูงที่ตอนนี้อยู่ต่ำกว่า ภายในความมืดนี้มีเพียงดวงตาที่เป็นคล้ายลูกแก้วสีสวยต่างๆ เท่านั้นที่สามารถมองเห็นกันและกันได้
แพ้อีกแล้ว...
“ก็...ไม่ได้อยากให้ไปเท่าไหร่” เอนโดบอกเสียงเบา
โกเอนจิยิ้มรับอย่างดีใจ
“ก็แค่นี้...”
ใบหน้าคมเลื่อนเข้าใกล้อีกฝ่ายเชื่องช้า ริมฝีปากทั้งสองสัมผัสกันแผ่วเบา เอนโดที่รู้สึกก็รีบสะบัดหน้าออกทันที
“อะ...อะ” อ้าปากเหมือนจะด่า แต่ก็ด่าไม่ออก
โกเอนจิยิ้มขำกับสีหน้าตื่นตกใจนั่น
“นี่น่ะ แค่มัดจำนะ” บอกพลางคลี่ยิ้มพอใจ
“ฉะ-ฉันเกลียดนายที่สุด!!”
+++++++++
“แล้ว...ตกลงมันจบยังไง?” คาเซมารุที่นั่งฟังพร้อมสามชิกในกลุ่มคนอื่นๆ ถามขึ้นเมื่อเห็นเจ้าของเรื่องหยุดเล่าไปเสียเฉยๆ
วันนี้เป็นวันหยุดยาว พวกเขาเลือกมานั่งพักรับบรรยากาศสบายๆ ในร้านคาเฟ่แห่งหนึ่งในเมือง...
“ก็ไม่ไง หลังจากนั้นหมอนั่นก็พาฉันไปส่งบ้าน แล้วบอกว่าจะมาเอา ‘คำตอบ’ ตอนกลับมาที่ญี่ปุ่นอีกครั้ง” เอนโดบอกพลางดูดนมรสช็อคโกแลตในมืออึกใหญ่
“สรุปว่าหมอนั่นต้องไปเรียนต่อที่เมืองนอกจริงๆ สินะ” กาเซลว่าขณะเลียไอศกรีมรสโปรดที่ได้รับมาอีกที
“เอนโดคงเหงาแย่” มิโดริคาวะบอกพลางยิ้ม
“บ้าเหรอ ฉันเนี่ยนะ ไม่มีทาง” เอนโดค้าน
“ฮ่าๆ จำคำของตัวเองไว้ล่ะ” คาเซมารุหัวเราะก่อนที่เตือนไว้ เพราะมีคนมากมายต้องตกม้าตายด้วยคำพูดของตัวเอง
“จ้า มันจะไม่มีวันนั้นหรอก เอ้า!” เอนโดบอกพลางยกโทรศัพท์ที่มีรูปภาพส่งมาทุกๆ ชั่วโมงมาให้ได้เปิดดูจนเหนื่อย
“โห เล่นแบบนี้เลยเหรอเนี่ย” มิโดริคาวะเอ่ยอย่างอึ้งๆ ในความพยายามของโกเอนจิ จะว่ากลัวเหงาหรือโรคจิตเกินไปดี?
“อืม แถมยังบังคับให้ฉันส่งกลับไปอีกด้วยนะ” เอนโดบอกด้วยน้ำเสียงเหนื่อยๆ
“หมายถึงให้นายถ่ายรูปนายว่ากำลังทำอะไรอยู่ที่ไหนตลอดทุกหนึ่งชั่วโมงเนี่ยนะ? หวงเกินไปแล้วมั้ง?” คาเซมารุพูดอย่างไม่นึกเชื่อว่าจะทำถึงขนาดนี้
“ถ้าเป็นแบบนี้ก็ไม่น่าไปเลยนะ” กาเซลบอกขณะยืมโทรศัพท์ของเอนโดมาไล่เปิดดู
“อืม คิดแล้วกลุ้มชะมัด”
“น่าๆ ก็แสดงว่าหมอนั่นโครตว่างและโครตหวงนายเลย” คาเซมารุปลอบติดจิกไปถึงคนส่งรูปไม่น้อย
แบบนี้มันคล้ายจะก่อกวนยังไงๆ อยู่ด้วย...
“แล้วเวลาไปเรียนล่ะ?” มิโดริคาวะถามบ้าง
“หมอนั่นบอกไม่ต้อง แต่เลิกเรียนแล้วให้รีบส่งทันทีน่ะ”
“โห...แต่ก็ยังดีนะที่ไม่ลามไปถึงการเรียน”
“อืม”
“ว่าแต่มิโดริคาวะเองก็แย่เหมือนกันนี่” กาเซลบอก
“ห๋า ฉันทำไมล่ะ?” มิโดริคาวะชี้หน้าตัวเองงงๆ
“ก็นายฮิโรโตะไปประกาศเสียให้ทั่วเลยว่านายเป็นแฟนมัน คิดว่านายคงโดนผู้หญิงเกลียดขี้หน้าไปอีกนานเลยล่ะ” กาเซลบอกต่อ
“เฮ้อ เรื่องนั้นฉันล่ะชินแล้วล่ะ” มิโดริคาวะบอกพลางทำคอตก
“เอ้อ แล้วคาเซมารุไม่ต้องย้ายไปแล้วเหรอ?” เอนโดถาม เมื่อเห็นเพื่อนสนิทยังเฉยๆ อยู่
“ก็นะ โดนจัดการเรื่องอยู่ต่อให้น่ะ” บอกเพียงแค่นั้นเพราะไม่อยากเล่าอะไรมาก
“สมแล้วที่เป็นคิโด” เอนโดบอก ไม่ว่าจะคนไหนจะมีเหมือนกันก็ตรงนิสัยเอาแต่ใจเนี่ยแหละ
“แล้วกาเซลล่ะ?” มิโดริคาวะหันไปหาคนที่กำลังแกะถุงไอศกรีมรสใหม่
“หืม?”
“นายไม่มีอะไรจะเล่าบ้างเหรอ?”
“ไม่นี่”
“อย่ามาปิดบังกันน่า บอกมาเสียดีๆ” มิโดริคาวะบอกพลางแย่งถุงไอศกรีมในมือมาเป็นของประกัน
“ก็...ได้เห็นด้านน่ารักของหมอนั่นขึ้นมาบ้างน่ะ” กาเซลบอกทั้งที่หันหน้าไปทางอื่น
“อะไรกัน งั้นก็เสร็จกันหมดทุกคนเลยเหรอเนี่ย?” คาเซมารุเอ่ยอย่างนึกถึงความพ่ายแพ้
“ก็นะ พวกเราเองไปนึกชอบเจ้าพวกนั้นตอนไหนก็ไม่รู้” เอนโดว่า ยังนึกสงสัยตัวเองอยู่เลย
“นั่นสิ ทั้งที่โดนแกล้งเสียขนาดนั้นแท้”
“สงสัยเราคงจะสายเอ็มล่ะมั้ง?”
“อย่าพูดอะไรเป็นลางแบบนั้นสิ”
“เอาน่าๆ เรื่องมันจบดีๆ ก็ดีแล้วไม่ใช่เหรอ?”
“หวังให้มันเป็นแบบนั้นนะ”
และแล้วบทสนทนาก็ดำเนินไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเริ่มหายไปทีละคนๆ เนื่องด้วยถูกเรียกตัว เอนโดมองฮิโรโตะที่ขับรถส่วนตัวของตัวเองมารับมิโดริคาวะถึงที่ ซึ่งเจ้าตัวก็ยอมไปดีๆ
ต่อมาก็เป็นกาเซลที่ถูกโทรศัพท์โทรตามตัว โดยมีของราวัลเป็นของโปรดถ้ามาถึงทันเวลาที่กำหนด...เพื่อนเขาหนอช่างยั่วง่ายจริงๆ
สุดท้ายก็เป็นคาเซมารุ ซึ่งคิโดมาเพียงตัวเปล่าๆ เพราะจะไปเดินเล่นเปลี่ยนบรรยากาศกันในเมืองต่อแทน
เอนโดทอดสายตามองออกไปไกล วิวที่มีแต่รถวิ่งสวนกันไปมาจนน่าเบื่อมันทำให้เขารู้สึกเหงาขึ้นมานิดๆ
RRRRR!
แต่ไม่ทันไรก็ถูกโทรศัพท์เจ้าประจำโทรเข้ามา...
“ฮัลโหล มีอะไร?” เอนโดกรอกเสียงลงไป ขณะหยิบปลายหลอดแก้วชานมของตนคนเล่นไปด้วย
“ทำอะไรอยู่?”
“มากินคาเฟ่กับพวกคาเซมารุน่ะ แต่ทุกคนโดนแยกตัวออกไปแล้ว”
“งั้นเหรอ เหงารึเปล่า?”
“จะเหงาอะไร ดันมีคนตามติดอยู่ทุกชั่วโมงแบบนี้”
“หึหึ แสดงว่าติดใจแล้วงั้นสิ”
“บ้า ว่าแต่นายเถอะไม่เหนื่อยรึไง?”
“ไม่หรอก แต่ได้ยินเสียงนายก็หายเหนื่อยแล้ว”
“แหวะ...เอ่อ แล้วนี่อยู่ไหนเนี่ย ถึงโทรมาได้?”
“ฝรั่งเศส”
“ห๋า เครื่องลงแล้วเหรอ? เร็วจังนะ”
“คืนเดียวก็เหลือแหล่แล้ว ตอนนี้อยากได้ยินเสียงของนายมากที่สุด”
“ก็พูดอยู่นี่ไงคร้าบ~”
“อยู่ที่นั่นอย่าให้ใครมาจีบล่ะ”
“โอ้ย นายเล่นไปขู่ชาวบ้านเขาไปทั่ว ใครจะกล้ามาจีบฉันอีก”
“ก็ไม่แน่”
“พอเลย อยู่ที่นั่นตั้งใจเรียนล่ะ”
“รับทราบ”
“มีอะไรอีกไหม?”
“ทำไมรำคาญเหรอ?”
“เปล่า จะกดส่งถ่ายรูปไปให้”
เพียงเท่านั้นสายก็ถูกตัดทันที เอนโดยิ้มขำ จากนั้นเขาก็กดถ่ายรูปตัวเองส่งให้อีกฝ่ายได้เห็น จากนั้นก็เป็นสงครามประสาทระหว่างเขากับร่างสูงที่อยู่กันคนละประเทศ จนคนในร้านมองด้วยความสงสัยว่าเขาทำไมต้องถ่ายรูปอะไรบ่อยขนาดนั้น...
...แต่ว่า แค่นี้มันก็มีความสุขล้นมากพอแล้ว
End่
edit @ 19 Apr 2012 15:17:24 by Hina_Sakura
